สัญลักษณ์ของการแข่งขันโอลิมปิก

การแข่งขันโอลิมปิก

ในตอนก่อนหน้านี้เราได้เล่าถึงเรื่องราวการย้อนรอยจากอดีตสู่ปัจจุบันของ การแข่งขันโอลิมปิก ว่าเริ่มต้นจากการเป็นโอลิมปิกโปราณและการส่งตัวแทนเข้ามาแข่งขันแต่ดันรัฐแต่ละรัฐก็อยากที่จะให้คนของตนนั้นชนะเลยก็มาการโกงกันเกิดขึ้นจนทำให้ต้องปิดการแข่งขันไม่มีการแข่งขันต่อไปนั่นเองแต่ต่อมาด้วยความที่มีบุคคลท่านหนึ่งที่โหยหาการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกได้ส่งจดหมายขอเข้าร่วมประชุมกับประเทศใหญ่ๆอาทิเช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกแต่ก็ช้ามา แต่แล้วก็ได้ทำการตอบตกลงและได้ตั้งคณะกรรมการและตั้งกฎกติกาขึ้นมาในการแข่งขันโอลิมปิกนั่นเอง ซึ่งจากการแข่งขันการตั้งกฎกติการ การร่วมการแข่งขันซึ่งกลายเป็นว่าการแข่งขันโอลิมปิกนั้นกลับเป็นการแข่งขันที่ทุกคนทั่วโลกรู้ดีว่ามันจะเป็นการแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดเพราะมีมากกว่า 200 ประเทศเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ซึ่งมันกลับเป็นเรื่องราวที่หน้าภาคภูมิใจของประเทแต่ละประเทศที่เข้าส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันนั่นเอง และนอกจากรางวัลการแข่งขันสิ่งที่สำคัญของการแข่งขันนั่นก็คือสัญลักษณ์ของ คบเพลิงโอลิมปิก

คบเพลิงโอลิมปิก

หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าโคมไฟโอลิมปิก ซึ่งคบเพลิงจะจุดขึ้นเมื่อมี การแข่งขันโอลิมปิก เป็นไฟกองใหญ่ที่จุดอยู่บนเทือกเขาโอลิมปัส เพื่อความสว่างไสวและทำให้ประชาชนทุกคนรู้ว่าถึงเวลาของการแข่งขันกีฬาและการเฉลิมฉลองแล้วนั่นเอง ซึ่งวิธีการจุดคบเพลิงในการแข่งขันนั้นก็คือการใช้แว่นขยายร่วมแสงพระอาทิตย์ไปยังเชื้อเพลิงที่เตรียมไว้เมื่อเชื้อเพลงทั้งหมดติดไฟดีแล้วก็จะนำใส่เข้ามาที่ตะเกียงเก็บไว้ กองไฟใหญ่จะลุกโชติช่วงตลอดเวลาจนกว่าจะจบงาน ส่วนของในตะเกียงที่เก็บไว้นั้นจะให้นักกีฬาวิ่งต่อกันเป็นทอดๆ ต่อกับไปเรื่อยๆคนละ 2ไมล์ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกโดยการที่ข้ามน้ำข้ามทะเลก็จะใช้เรือเป็นพาหะนะเพื่อไม่ให้ไฟดับนั่นเอง และในปัจจุบันก็ยังใช้การจุดแบบเดิมแต่จะมีกฎของการจุดอยู่ 1 อย่างที่ทุกท่านต้องทราบนั่นก็คือ จะให้ผู้หญิงที่จุดนั้นเป็นผู้หญิงที่เป็นผู้หญิงบริสุทธิ์ หรือหญิงสาวพรมหมจารีย์ เป็นผู้ถือแว่นขยายต่อไปนั่นเอง และจะส่งต่อให้กับประเทศเจ้าภาพนั้นๆนั่นเอง ซึ่งกฎอีกอย่างหนึ่งคือไฟที่จุดจากเทือกเขาโอลิมปัสนั้นจะต้องไม่ดับมาตั้งแต่เทือกเขาโอลิมปัส จนกว่าจะสิ้นสุดการแข่งขันโอลิมปิกในรอบนั้นๆนั่นเอง

สัญลักษณ์ของโอลิมปิก

สัญลักษณ์ของโอลิมปิกคือธงโอลิมปิก ซึ่งธงมีขนาดมาตรฐานยาว 3 เมตร กว้าง 2 เมตร บนธงผืนนั้นก็จะมีวงกลม 5 ห่วง ขนาด 2 เมตร คูณ 0.6 เมตร มีสีของสัญลักษณ์ทั้งหมด 5 สี คือ ฟ้า เหลือง ดำ เขียว และ แดง ตามลำดับจากด้านซ้ายไปด้านขวา คล้องไขว้กันอยู่ตรงกลางสองแถว แถวบน 3 ห่วง แถวล่าง 2 ห่วง ความหมายของห่วงที่คล้องกันนั้น หมายความว่า ห้าส่วนของโลกที่โอบอ้อมด้วยโอลิมปิกนิยม นั่นเอง และด้านล่างของห่วงนั้นมีคำอยู่ 3 คำ มีความหมายคือ

  1. Citius หมายถึง ความเร็ว ผู้เข้าร่วมแข่งขันต้องวิ่งให้ไวที่สุด
  2. Altius หมายถึง ความสูง ผู้เข้าร่วมแข่งขันต้องทำให้สูงที่สุดคือการได้รับเหรียญทอง
  3. Fortius หมายถึง ความแข็งแกร่ง ผู้เข้าร่วมแข่งขันต้องมีความแข็งแกร่งที่สุด

พิธีปิดหรือการจบการแข่งขันโอลิมปิก

ซึ่งพิธีปิดถือว่าเป็นพิธีที่สำคัญเป็นอย่างมากเพราะเหมือนจะบอกให้คนทั่วโลกได้ทราบว่า การแข่งขันได้เข้ามาถึงจุดจบของการแข่งขันในปีนั้นๆแล้ว พบกันใหม่ในอีก 4 ปีข้างหน้านั่นเอง ซึ่งพิธีปิดนั้นจะนำเอานักกีฬาทุกๆคนเดินเข้ามาในสนามกีฬาและทางเจ้าภาพจะทำการดับไฟบนคบเพลิงลง ถือว่าเป็นการสิ้นสุดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก นั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นการจบการแข่งขันกีฬาที่สวยงามและเป็นภาพความประทับใจของนักกีฬาที่อยู่ในสนามกีฬานั้นเป็นอย่างมากนั่นเอง

ย้อนรอยมารู้จักกีฬาโอลิมปิกกันเถอะ

olympic2020

กีฬาโอลิมปิกเป็นการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศที่มีทั้งกีฬาฤดูร้อนและฤดูหนาว ซึ่งมีหลายประเทศเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาและมีนักกีฬาเข้าร่วมมากกว่าพันคนโดยที่กีฬาโอลิมปิกเป็นกีฬาที่ทุกคนทั่วโลกมองว่าเป็นการแข่งขันกีฬาที่สำคัญมากที่สุดในโลกเพราะการแข่งขันโอลิมปิกมีประเทศที่ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันมากถึง 200 ประเทศ ด้วยความที่เป็นการแข่งขันที่ทุกคนทั่วโลกยอมรับทำให้นักกีฬาที่เป็นนักกีฬาทีมชาติได้รู้สึกถึงความสำคัญในการเข้าร่วมการแข่งขันว่า ถ้าได้รับเหรียญใน การแข่งขันโอลิมปิก นั้นก็จะมีเงินอัดฉีดภายในประเทศ และเป็นที่ยอมรับต่อไปภายหลังนั่นเอง ซึ่งนักกีฬาที่โด่งดังจากการแข่งขันโอลิมปิกก็มีอยู่มากมาย โดยที่การแข่งขันโอลิมปิกนั้นเป็นการแข่งขันทุกๆ 4 ปี โดยที่ผลัดเป็นกันในทุกๆ 2 ปี เป็นโอลิมปิกฤดูร้อนและโอลิมปิกฤดูหนาวนั่นเอง จากอดีตการแข่งขันโอลิมปิกนั้นได้รับแรงบันดาลใจจาก กีฬาโอลิมปิกโบราณ ในประเทศกรีซ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันโอลิมปิกในสมัยแรกปี 2439 ที่กรุงเอเทน ประเทศกรีซ และนับตั้งแต่นั้นมาก็มีการจัดการแข่งขัน

เริ่มต้นโอลิมปิกโบราณ

ซึ่งการแข่งขันโอลิมปิกโบราณนั้นเป็นคล้ายๆกับเทศกาลทางศาสนาในยุคโบราณ ซึ่งแต่ละรัฐในประเทศกรีซต้องส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งในการแข่งขันนั้นจะเน้นไปในเรื่องของการแข่งขันกรีฑาเป็นหลัก ซึ่งระหว่างการแข่งขันโอลิมปิกนั้นก็มีความขัดแย้งกันรัฐต่อรัฐ ซึ่งทำให้จุดกำเนิดของกีฬาโอลิมปิกโบราณกลายเป็นปริศนาและตำนานต่อๆมานั่นเอง

จุดเริ่มต้นโอลิมปิกสมัยใหม่

หลังจากที่โอลิมปิกโบราณได้สิ้นสุดลงไปนั้น มีคนผู้หนึ่งที่เกิดความคิดที่จะฟื้นฟูการแข่งขันโอลิมปิกขึ้นมาอีกครั้งโดยที่ติดต่อกับคนสำคัญของประเทศมหาอำนาจอย่าง อังกฤษ สหรัฐเมริกา และฝรั่งเศส และได้มีการประชุมลับกันซึ่งกรรมการผู้ริเริ่มได้ลงมติว่า ให้ทำการเปิดการแข่งขันโอลิมปิกขึ้น 1 ครั้ง ต่อ 4 ปี โดยที่ให้สมาชิกหมุนเวียนเปลี่ยนเจ้าภาพกันไปเรื่อยๆ

กีฬาโอลิมปิก
  1. เริ่มต้นการเปิดโอลิมปิกที่ กรุงเอเธนส์ประเทศกรีซ โดยการที่ย้ายเป็นเจ้าภาพนั้นให้ขึ้นอยู่กับการประชุมและลงมติของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ว่าจะเวียนเปลี่ยนเจ้าภาพประเทศสมาชิกและจะประกาศให้ทราบในปีโอลิมปิกล่าสุดนั่นเอง ซึ่งการที่ได้รับเลดือกให้เป็นเจ้าภาพนั้นถือว่าเป็นเกียรติอย่างมากและเป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งประเทศนั้นๆนั่นเอง
  2. ประเทศสมาชิก อย่างที่รู้ๆกัน ประเทศสมาชิกของการแข่งขันโอลิมปิก นั้นมีทั้งหมด 197 ประเทศ และบางประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วมแข่งขันเพราะเป็นประเทศที่เล็กทำให้จำนวนประชากรน้อย และขาดความพร้อมในการส่งเข้าแข่งขันนั้นเอง โดยที่คณะกรรมการสากลโอลิมปิกได้กล่าวไว้ว่า นักกีฬาที่เข้าร่วมโอลิมปิกนั้นจะต้องไม่เลือกศาสนา ผิวพรรณ ลัทธิการปกครอง แต่อย่างไรก็ตามแต่ในการจัดการแข่งขันนั้นเพื่อให้นักกีฬาแต่ละประเทศได้เป็นยุวทูตในการกีฬา เข้าแข่งขันและร่วมสนุกแลกเปลี่ยนความรู้ความตั้งใจกันนั่นเอง เพื่อมิตรภาพที่ดีต่อกันต่อไป
  3. รางวัล รางวัลในการแข่งขันที่ผู้ชนะจะได้ชื่นชมโดยแต่เมื่อก่อนจะเป็นการให้กิ่งมะกอกที่ตัดจากยอดเข้าโอลิมปัสดูสง่างามแต่ในปัจจุบันนั้นเป็นรางวัลการแบ่งเป็น เหรียญทองสำหรับผู้ชนะ เหรียญเงินสำหรับรองอันดับ 1 และเหรียญทองแดงให้กับรองอันดับ 2 นั่นเอง
การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการย้อนกลับไปถึงเรื่องราวของโอลิมปิกตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการแข่งขันจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการแข่งขันในปัจจุบันนั้นถือว่าประเทศเจ้าภาพอย่างประเทศญี่ปุ่นได้รับการยอมรับในเรื่องของการเป็นเจ้าภาพได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆถือว่าสุดยอดที่สุดเลยก็ว่าได้ต่อไปจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรนั้นรอติดตามชมกันได้ทุกๆวัน