เรื่องราวของทีมชาติอิตาลีปี 2006 จนถึงปัจจุบันกับแชมป์ยุโรปปี 2020

เรื่องนี้จะเป็นเรื่องราวต่างๆของทีมชาติอิตาลีในตอนสุดท้ายที่เกิดขึ้น เริ่มต้นความล้มเหลวอีกครั้งของทีมชาติอิตาลี มาร์เชลโล ลิปปี ได้ประกาศตัวลาออกจากผู้จัดการทีมชาติอิตาลีในการแข่งขันยูโร 2008 และแต่งตั้งโดนาโดนี ขึ้นมาเป็นผู้จักการทีมชาติแทนแต่แล้วแรกๆก็สร้างผลงานได้ดีเยี่ยม พอมาช่วงท้ายๆในช่วง 16ทีมสุดท้ายก็ไม่สามารถไปต่อได้และทำให้แพ้ทีมชาติสเปนไปในการดวลจุดโทษทำให้ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปในที่สุดทำให้ สหพันธ์ฟุตบอลทีมชาติอิตาลี ไม่พอใจเป็นอย่างมากและทำให้เขาตัดสินใจที่จะปลด โดนาโดนี ออกจากการเป็นผู้จัดการทีมและกลับมาแต่งตั้ง มาร์เซลโล ลิปปี เป็นผู้จัดการทีมอีกครั้ง ต่อมาหลังจากนั้นในปี 2010 พวกเขาตกรอบแรกของหารแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ซึ่งเป็นเรื่องที่หน้าทึ่งมากๆเพราะถือว่าเป็นกลุ่มที่เป็นทีมแข็งแกร่งแต่พวกเขาก็แพ้ให้กับทีมชาติสโลวาเกีย จนตกรอบแรกไปในที่สุดนั่นเอง และถือว่าเป็นครั้งแรกของทีมชาติอิตาลีที่ไม่สามารถพ้นรอบแรกไปได้นั่นเอง

ก้าวเติมโตขึ้นอีกครั้งในปี 2010-2014

การประกาศลาออกของผู้จัดการทีมคงเป็นเรื่องปกติของทีมชาติอิตาลีเพื่อหาคนที่เข้ามาเป็นหัวสมองของทีมชาติ ทำให้การเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติอย่างมากโดยที่หลังจากหมดยุคของ มาร์เซลโล ลิปปี ผู้ที่ได้เข้ามารับตำแหน่งต่อก็คือ เซซาเร่ ปรันเดลลี่ โดยที่พาทีมไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ โดยในรอบชิงชนะเลิศครั้งนั้นเขาแพ้ให้กับทีมชาติสเปนทำได้เพียงเป็นแค่รองแชมป์ยุโรปเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ถือว่าเป็นผลงานที่ดีระดับหนึ่งของผู้จัดการทีมคนใหม่เพราะต่อมาก็ยังเข้ารองรองชนะเลิศรายการอื่นๆเช่นรายการ คอนเฟเดอเรชันคัพ 2013 แต่พ่ายให้กับอุรุกวัยในการดวลจุดโทษนั่นเอง และในปี 2014 ก็เป็นจุดเปลี่ยนของ ปรันเดลลี่ ที่พ่ายแพ้และตกรอบแรกฟุตบอลโลกอีกครั้ง ซึ่งก็เป็นครั้งที่ 2 ของทีมชาติอิตาลี ซึ่งเขาพบความพ่ายแพ้อีกครั้งกับฟุตบอลโลกทำให้ผู้จัดการทีมอย่าง ปรันโดลี่ ได้ยอมรับความพ่ายแพ้และได้ลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีมไปนั่นเอง

ยุคของโรแบร์โต มันชินี ผู้สร้างชื่อเสียงให้ทีมชาติอิตาลี

โรแบร์โต้ มันชินี

จากที่เราอ่านเรื่องราวของ โรแบร์โต้ มันชินี มาแล้วมากมายจากแหล่งข่าวอื่นๆซึ่งก็เปิดประวัติต่างๆของโรแบร์โต้ มันชินี่ มามากพอสมควรอยู่แล้วนั้น ในปี 2018 เขาได้รับเลือกจากสมาคมฟุตบอลทีมชาติอิตาลี ให้ขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมชาติอิตาลี และมันชินี่นี่แหละที่เป็นหัวสมองที่สำคัญให้กับทีมชาติอิตาลีมาตั้งแต่ปี 2018 ที่เขาได้รับเลือกเพราะเขาเป็นนักเตะสู่ผู้จัดการทีม เขารู้ดีว่านักเตะต้องการอะไร และใช้สมองที่ฉลาดแก้เกมรุกและรับได้อย่างโดดเด่นมากๆนั่นเอง ซึ่งในปี 2020 นี้ มันชินี่ ทำผลงานให้ ทีมชาติอิตาลี ได้โชว์ฟอร์มเทพ และเป็นฟอร์มที่ใครก็เที่ยบชั้นไม่ได้เพราะเขามาเหนือทีมอื่นจริงๆ เขาสามารถเอาชนะทีมแข่งขันจากรอบแบ่งกลุ่ม 10 นัดรวด เก็บได้ 30 คะแนนเต็ม และในวันที่ 11กรกฎาคม ที่ผ่านมา โรแบร์โต้ มันชินี่ ก็ทำให้รู้ว่าเขามีความสามารถที่จะพาทีมชนะเลิศในศึกฟุตบอลยูโร 2020 ได้อย่างขาดรอยนั่นเอง และนี่ก็คือที่มาและความเป็นมาของทีมชาติอิตาลีตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันที่บอกได้เลยว่าเป็นทีมชาติที่ล้มลุกคุกคลานมาโดยตลอด แต่ก็ยังสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้ดีที่สุดนั่นเอง

การเดินทางสู่กุนซือทีมชาติอิตาลี่ของ โรแบร์โต้ มันชินี่

ทีมชาติอิตาลี่
โรแบร์โต้ มันชินี่

อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าผลงานของทีมชาติอิตาลีที่เป็นที่หน้าจับตามองในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยูโรปหรือยูโร 2020 ซึ่งมีการแข่งขันกันอยู่ในปัจจุบัน โดยทีมที่โดดเด่นอย่างทีมชาติอิตาลี่ที่มีกุนซืออย่าง โรแบร์โต้ มันชินี่ และความทุ่มเทของนักเตะ ตัวสำรองที่เขาเอาลงสนามในรอบสุดท้ายในชิงแชมป์กลุ่ม เพื่อเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายนั้น ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม มากจริงๆ เพราะเขายกตัวสำรองถึง 8 คนลงแข่งขัน การจัดการเกมที่ดุเดือดในครั้งนี้ทำให้อิตาลี่เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายโดยที่เขายังไร้พ่ายไม่เสียประตูให้กับทีมชาติคู่แข่งอีกด้วย หลังจากจบเกมนัดสุดท้ายในรอบแบ่งกลุ่ม ทีมชาติอิตาลี่ทำสถิติลงแข่ง 3 นัด ไม่เสียประตูเลยและเป็นการชนะ 11 นัด ติดต่อกันในทุกๆรายการของทีมชาติอิตาลี่อีกด้วย ในการคุมทีมของ โรแบร์โต้ มันชินี่ ซึ่งถ้าพูดถึงโรแบร์โต้ มันชินี่ ต้องยกย่องในเขาเป็นกุนซือที่มีประสบการมากมายในการเล่นและทักษะการอ่านเกมขาดของแต่ละทีม เป็นโค๊ชที่มีสติและมีไหวพริบกล้าตัดสินใจคนนึงเลยก็ว่าได้

ตามรอยการเริ่มต้นเป็นโค๊ชของ โรแบร์โต้ มันชินี่

กุนซือทีมชาติอิตาลี่2020

หลังจากการที่ได้ผันตัวเองจากนักเตะไปสู่โค๊ชหรือกุนซือ เริ่มต้นย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2001 ที่ได้เข้าไปเป็นโค๊ชให้กับทีม ฟีออเรนตีน่า ต่อมาก็ได้ย้ายไปเซ็นสัญญากับทีมลาซิโอ อยู่กับลาซิโอ 2 ปีเต็มทำผลงานเป็นที่พอใจก็ได้ย้ายไปอยู่ อินแตร์นาซีโอนาเล มาเป็นโค๊ชทีมนี้ได้ถึง 5 ปี และภาพจำที่สำคัญที่ทำให้เราแฟนบอลนั้นรู้จักประวัติของ โรแบร์โต้ มันชินี่ ในปี 2012 ที่พาแมนเชสเตอร์ซิตี้คว่าแชมป์พรีเมียร์ลีกนั่นเอง และนั่นคือภาพจำที่ทำให้เราได้รู้จักกุนซือที่โด่งดังอย่าง โรแบร์โต้ มันชินี่ ซึ่งการประสบความสำเร็จของเขานั้นเป็นการคิดวิเคราะห์ที่โดดเด่นมากๆเพราะเขาคิดอยู่เสมอในทุกๆนัดที่ลงเป็นโค๊ชอยู่ข้างสนามนั้นว่าทีมของเขาจะต้องชนะ ชนะเท่านั้น เพราะเขาพูดเสมอว่าเขาต้องชนะแม้ว่าจะเป็นการชนะที่ค่อนข้างหน้าเบื่อ ไม่ว่าจะเป็นเกมลุกหรือรับแต่ส่วนใหญ่แล้วแฟนบอลของ โรแบร์โต้ มันชินี่ จะไม่ค่อยเห็นเกมรับจะเป็นเกมที่บุกเพื่อนำชัยชนะกลับมาเท่านั้น โดยหลังจากนั้นเขาประสบความสำเร็จโดยการทำให้แมนซิตี้คว้าแชมป์ก็ได้ย้ายไปเป็น โค๊ชให้กับอีกหลายๆทีม ไม่ว่าจะเป็น กาลาทาซาไร นาซิโอนาเร เซนิตเซ้นต์ปีเตอร์สเบิร์ก

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 2018

ในปี 2018 ที่เป็น การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของ โรแบร์โต้ มันชินี่ และทีมชาติอิตาลี่ ที่ตกรอบฟุตบอลโลก มีนักเตะชื่อดังหลายๆคนออกจากทีมชาติอิตาลี่ไป ซึ่งนั่นกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เพราะ โรแบร์โต้ มันใจในเกมรับของเขาในนักเตะคุณภาพท่านหนึ่งที่กำลังจะออกจากทีมชาติอิตาลี่ แต่เขาก็พูดคุยและสามารถยื้อนักเตะท่านนั้นไว้ได้สำเร็จ เพราะเขาเชื่อว่าพื้นฐานของเกมรับในทีมชาติอิตาลี่นั้นต้องเป็นคนนี้เท่านนั้น นั่นก็คือ จอร์โจ กีเอลลีนี่ เซ็นเตอร์ฮาร์ฟที่ทำผลงานให้ทีมชาติอิตาลี่โดดเด่นใน ยูโร 2020 นี้นั้นถือว่ายอดเยี่ยมมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ซึ่งโค๊ชทีมชาติอิตาลี่ได้กล่าวไว้ว่าถ้าทุกคนทำหน้าที่ได้ดีก็ไม่มีผลอะไรที่จะทำให้ทีมพ่ายอย่างแน่นอน และสิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือการได้เข้ารอบลึกๆจนถึงรอบชิงชนะเลิศนั่นเอง

และนี่คือทีมชาติอิตาลี่ในยุค 2020 ที่มี โรแบร์โต้ มันชินี่ เป็นผู้ควบคุมทั้งหมดนั่นเองและเชื่อได้เลยว่าผลลัพธ์ก็ค่อยๆเห็นเป็นรูปธรรมในทุกๆนัดที่กล่าวมานั่นเอง แต่ความสำเร็จอาจจะยังไม่หวังถึงขนาดที่ต้องเป็นแชมป์ฟุตบอลยูโร 2020 เพราะเขาเองก็คิดว่าการเล่นฟุตบอลเป็นการออกแบบดีไซน์ในรูปแบบที่โค๊ชควรจะทำในสิ่งที่ตนถนัดมากที่สุด เพราะเราจะรู้ตัวเองว่าเรานั้นเป็นโค๊ชสไตล์ไหนซึ่ง โรแบร์โต้ มันชินี่ เป็นโค๊ชที่ดุเดือดในเรื่องของการรุกและการที่จะเอาชนะคู้แข่งไว้ก่อนเพื่อที่จะเอาแต้มเก็บไว้เป็นผลกำไรของทีมชาติอิตาลี่นั่นเอง ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่เขามั่นใจเพราะนัดที่ผ่านๆทีมชาติอิตาลี่นั่นยังคงเป็นทีมชาติที่ไร้พ่ายในรอบแบ่งกลุ่มจนมีคะแนนและเข้าไปรอในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้อย่างหน้าจับตามอง แฟนบอลมีความเห็นว่าอย่างไรกับผลงานของ โรแบร์โต้ มันชินี่ ก็สามารถแสดงความคิดเห็นกันเข้ามาได้อย่างดีที่สุดขอบคุณข้อมูลข่าวสารดีๆจากเด็กบ้านนอกบ้าบอล

โรแบร์โต้ มันชินี กุนซือทีมชาติอิตาลี่ ผู้ปลุกความแข่งแกร่งของนักแตะในศึกยูโร 2020

ศึกฟุตบอลแห่งชาติยุโรปหรือฟุตบอลยูโรที่ทุกๆท่านเรียกกันติดหูที่เลื่อนมาแข่งขันในปี 2021 เนื่องจากโรคระบาดนั้น ผ่านมาเกือบครึ่งเดือนแล้วและการแข่งขันที่ดุเดือดนั้นมีทีมหนึ่งที่หน้าจับตามองอย่างทีมชาติอิตาลี่ ที่การแข่งขันนัดสุดท้ายรอบแรกของกลุ่ม A ซึ่งพบระหว่าง ทีมชาติอิตาลี่ พบ ทีมชาติเวลล์ ซึ่งในเกมนี้นั้นอย่างที่แฟนๆบอลทราบกันดีอยู่แล้วว่าที่มชาติอิตาลี่ที่ชนะรวด 2 เกมวรวดและมีคะแนนอยู่ 6 คะแนน ซึ่งเป็นที่แน่วแน่แล้วว่าทีมชาติอิตาลี่ได้ผ่านเข้ารอบ 100 % จึงทำให้นัดสุดท้ายของเกมที่จะเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายนั้น กุนซืออย่าง โรแบร์โต้ มันชินี เปลี่ยนตัวผู้เล่น โดยที่เอานักเตะสำรองลงแข่งขันในนัดนี้ทั้งหมด 8 คน ซึ่งเป็นการทำลายสถิติการที่มีนักเตะลงแข่งขันในศึกฟุตบอลยูโร 2020 ทั้งหมด 25 คนจาก 26 คนนั่นเอง ซึ่งก็เป็นที่แปลกใจของแฟนบอลหลายๆคน แถมยังเป็นเรื่องท้าทายของแฟนบอลที่ชื่นชอบการวางเดิมพันฟุตบอล เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายไม่มาก็น้อย เพราะเป็นที่หน้าอัศจรรย์ในในความทุ่มเทของนักเตะตัวสำรองทีมชาติอิตาลี่ที่ ทุ่มเทในการแข่งขันครั้งนี้มากที่สุดเลย และกลายเป็นว่าเป็นผลงานที่ดีและยังเป็นผลงานที่หน้าจับตามองมากๆอีกด้วย เป็นเพราะว่า การเลือกนักเตะของ โรบ์โต้ มันชินี กุนซือทีมชาติอิตาลี่นั้น มองทะลุปุโปร่งและยังสามารถใช้ความสามารถของนักเตะได้อย่างเฉียบขาดนั่นเอง โรแบร์โต้ มันชินี จะพูดย้ำอยู่เสมอว่าต้องมีสมาธิตั้งแต่เริ่มเล่นจนถึงเวลาที่คุณเลิกเล่นอย่าคิดว่าตัวเองดีพอแล้ว เพราะถ้าคิดแบบนั้นคุณจะไม่มีทางพัฒนาขึ้น

เรามาเปิดประวัติ โรแบร์โต้ มันชินี โค๊ชทีมชาติอิตาลี่ในศึกฟุตบอลยูโร 2020

โรแบร์โต้ มันชินี นักเตะในยุค 80 และ 90 เป็นนักเตะกองหน้าตัวต่ำ เทคนิคสูง ฉลาด วิสัยทัศน์ดีตัดสินใจดีและการเล่นฟุตบอลของเขาแต่ละครั้งเขาจะอยู่ในตำแหน่งของตนเองในพื้นที่ที่เหมาะสม เพราะเขาอาจจะไม่ได้รวดเร็ว วิ่งไว แต่ตามสเต็ปที่ถูกจังหวะเรียบง่ายตามสไตล์ โรแบร์โต้ มันชินี่ นั่นคือบทบาททางการฟุตบอลของเขาในยุค 80 และ 90 นั่นเอง เริ่มต้นจากทีม โบโลญญา และอายุเพียง 13 ปี เขาก็สามารถที่จะติดทีมชุดเยาวชนทีมสำรองของทีมโบโลญญา ทีทุกคนเรียกชื่อเขาว่า ไอ้เด็กน้อย ไอ้หนู ไอ้ตัวเล็ก แบบนั้นมาโดยตลอดและจากเด็กอายุเพียง 13ปี โรแบร์โต้ มันชินี ใช้เวลาในการฝึกซ้อมเพียง 3 ปีเท่านั้นที่เข้ามาอยู่ในทีม โบโลญญาชุดใหญ่ในวัยเพียง 16 ปี และเล่นในซีซั่นแรกในปี 1981 โดยที่เขาเองก็โชว์ฟอร์มที่ดีมากๆเลยทีเดียวสำหรับเด็กที่อายุ 16 ปีเท่านั้นสามารถทำประตูได้ถึง 9 ประตู จากการเล่น 30 นัด ถือว่ายอดเยี่ยมมากๆสำหรับเด็กวัย 16 ปี และในปีต่อมาด้วยความมหัศจรรย์ของเด็กวัย 16 ปีคนนี้ทำให้ไปถูกตาต้องใจกับผู้จักการทีม ซัมป์โดเรีย และนั่นก็คือภาพจำของ โรแบร์โต้ ที่อยู่ในชุดของซัมป์โดเรีย ที่กลายเป็นกองหน้าตัวต่ำที่มีความสามารถดี สกิลที่ดี เทคนิคที่เยี่ยมยอด การตัดสินใจที่ยอดเยี่ยม ในการลงเล่นในทีมซัมป์โดเรียนั้นทำให้เขาได้พาทีมเป็นแชมป์ในปี 1991และทำให้อยู่กับ ซัมป์โดเรียมีถึง 15 ปี โดยลงเล่นไปถึง 424 นัดและสามารถยิงประตูให้กับซัมป์โดเรียถึง 132 ประตู

จนในปี1997ได้ย้ายไปเซ็นสัญญากับลาซีโอ และมาทำให้ทีมลาซีโอได้ตำแหน่งแชมป์อีกครั้งซึ่งนี่เป็นการพจญภัยของ โรแบร์โต้ มันชินี แถมยังแวะเข้าไปเล่นให้กับ ทีมเลสเตอร์ซิตี้ในปี 2001 ในฐานะนักเตะยืมตัวก่อนที่เขาจะพักแขวนสตั๊นอย่างถาวรและนั่นคือจุดเริ่มต้นของการค้าแข้งของโรแบร์โต้ มันชินี่ ที่ในปัจจุบันนี้เขาได้เป็นกุนซือทีมชาติอิตาลี่ ที่ทำให้ฟอร์มของทีมชาติอิตาลี่มาความโดดเด่นเหนือใครจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผู้เล่นตัวสำรองให้เปิดวิกฤตให้เป็นโอกาสให้นักเตะได้ทดสอบฝีเท้าของตนเอง และยังเป็นการข่มขวัญคู่แข่งในเรื่องของจิตวิทยาอีกด้วย ซึ่งเขาก็สามารถทำได้และทำได้ด้วยดีอีกด้วย ซึ่งเกียรติประวัติของเขานั้นยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้หลังจาดที่เขาแขวนสตั๊ดไปแล้วนั้นเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้างติดตามอ่านเรื่องที่หน้าสนใจได้ในเรื่องถัดๆไปขอบคุณเด็กบ้านนอกบ้าบอล