ฉุดเขาไม่อยู่จริง ปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ดีแคลน ไรซ์

โดยเมื่อวันที่ 27 ที่ผ่านมาที่มีข่าวโดงดังในเรื่องของ สโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ที่ทำการเปิดตัวซื้อนักเตะอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด โดยที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจ่ายค่าตัวของคริสเตียโน โรนัลโด มากถึง100 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าค่าตัวแพงมหาศาลมากๆ โดยัที่ล่าสุดหลังจากเปิดตัวโรนัลโดแล้วนั้น ทีมปีศาจแดงยังไม่หยุดที่จะซื้อตัวนักเตะอีก เพราะเขานั้นอยากเสริมทัพให้กับทีมเพื่อมีโอกาสเพิ่มขึ้นไป เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษอีกครั้งในฤดูกาลนี้ ซึ่งทีมปีศาจแดงเผยว่ากำลังที่จะพิจารณาคว้าตัว ดีแคลน ไรซ์ กองกลางฟอร์มแรงดีกรีทีมชาติอังกฤษ ของสโมสรเวสแฮม มาร่วมทีมเป็รายต่อไป โดยที่เวสแฮมนั้นตั้งค่าตัวของ ดีแคลน ไรซ์ มากถึง 100 ล้านปอนด์เช่นเดียวกัน โดยทีดีแคลนนั้นเป็นผู้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่กุนซืออย่า กุนมาร์ โซลซาร์ อยากได้นั่นเอง โดยที่นักเตะมิดฟิลด์ที่มีอยู่นั้นไม่ใช่ว่าเขาเล่นไม่ดีแต่การเสริมทัพให้มีความพร้อมหลายๆด้านถือว่าเป็นการจัดการของทีมที่ดี เมื่อตัวใดเจ็บ อีกคนที่ทีมไว้ใจก็ยังสามารถลงเล่นและต่อแต้มให้กับทีมได้อย่างดีที่สุดนั่นเอง ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมเลย

ดีแคลน ไรซ์ คือใคร

ดีแคลน ไรซ์ คือหนุมนักเตะฝีเท้าดีอายุเพียง 22 ปี โดยที่เขานั้นเป็นนักเตะที่สังกัดสโมสรเวสแฮม ยูไนเต็ด และเป็นนักกีฬาทีมชาตริของทีมชาติอังกฤษอีกด้วย โดยที่ดีแคลนเป็นหนุ่มน้อยฝีเท้าดี ที่เล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก และ กองกลางตัวรับ ให้แกทีมสโมสรเวสแฮม โดยที่ แคลน เคยเล่นสโมสรเยาวชนให้กับทีมเชลซี และเวสแฮมยูไนเต็ด และปัจจุบันยังคงอยู่ในทีมชุดใหญ่ของทีมสโมสรเวสแฮม โดยผลงานของทีมชาติเขารับใช้ทีมชาติ สาธารณรัฐไอร์แลนด์ ตั้งแต่ปี 2015  โดยเล่นให้กับชุดเยาวชน จนในปี 2019 จนถึงปัจจุน เขาเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษโดยที่ลงเลนไปถึง 16 ครั้ง และยังสามารถทำประตูได้ 1 ประตู สำหรับตำแหน่งมิตฟิลต์ อย่างแคลน ไรซ์ ซึ่งทางปีศาจแดงก็ยังสำรวจในความเป็นได้ได้อยู่ว่า จะสามารถคว้าตัวดีแคลน มาได้หรือไม่ เพราะไม่ใช่เพียงแต่ทีมแมนยูไนเต็ดเท่านั้นที่ต้องการตัวของดีแคลนเท่านั้น เพราะยังมีทีมอีกหลายทีมที่ต้องการตัวของดีแคลน ร่วมทัพ เพราะจะทำให้การเสริมตัวของทีมที่ได้ดีแคลนไปนั้น เป็นทัพที่พร้อมจะล่าแต้มให้ได้มากที่สุดแน่นอน

โดยหลังจากนี้จะจบการดิลตัวของ ดีแคลน ไรซ์ ในรูปแบบไหนก็พร้อมที่จะยอมรับแน่นอน แต่คาดว่าผลลัพธ์ของการดีลตัวนักเตะในครั้งนี้ มีผล 70/30 ที่ทีมปีศาจแดงจะดีลสำเร็จและได้ดีแคลนมาร่วมทับในศึกพรีเมียร์ลีก 2021 อย่างแน่นอน

ชิงชนะเลิศแชมป์ฟุตบอลยูโร 2020

เมื่อเวลา 02.00 ที่ผ่านมาได้เริ่มต้นการแข่งขันศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี 2020 รอบชิงชนะเลิศ ที่อังกฤษพบกับอิตาลี โดยที่ทั้งสองทีมเป็นทีมที่ฟ่าฟันอุปสักต่างๆในปี 2020 มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดราม่าต่างๆหรือแม้แต่เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในการแข่งขันในปี 2020 นี้ตั้งแต่ตอบคัดเลือกนั่นเอง ซึ่งทั้งสองทีมก็สามารถฟันฟ่าอุปสักต่างๆให้ผ่านเข้ามาถึงรองชิงชนะเลิศได้นั่นเอง ซึ่งแฟนบอลของทั้งสองทีมก็มีความหวังว่าทีมของตนจะได้เป็นแชมป์ในศึกครั้งนี้ 100% แต่การคาดคเนของกูรูผู้รู้เรื่องบอลก่อนการแข่งขันกลับมองว่า ทีมชาติอิตาลี เป็นฝ่ายที่จะได้แต้มไปก่อนและเป็นต่อทีมชาติอังกฤษอยู่เหนือมากๆ เพราะเนื่องจากว่าอิตาลีเป็นทีมชาติที่มีแต้มสูงกว่าทีมชาติอยู่มากจึงเป็นการคาดเดาที่สมเหตุสมผลสำหรับกูรูผู้รู้เรื่องฟุตบอลนั่นเอง

ในเวลาการแข่งขัน

ซึ่งอังกฤษเป็นทีมที่เปิดเกมก่อนและภายใน 1 นาที ก็สามารถทำประตูได้ นำทีมชาติอิตาลีไป 1 ประตูต่อ 0 ซึ่งเป็นเกมรุกที่ค่อนข้างดีเลยก็ว่าได้ เปิดรายชื่อ 11 ตัวจริง ของทั้งสองทีม ทีมชาติอังกฤษ จอร์แดน พิคฟอร์ด GK แฮร์รี่ แม็คไกวร์ จอห์น สโตนส์ ไคล วอลเกอร์ ลุค ชอว์ คีแรน ทริปเปียร์ ดีแคลนไรซ์ คัลวิน ฟิลลิปส์ เมสัน เมาท์ ราฮีม สเตอร์ลิง และแฮร์รี เคน ทีมชาติอิตาลี จิอันลุยจิ ดอนนารุมมา GK เลโอนาร์โด โบนุชชี จอร์โจ คิเอลลินี เอเมอร์สัน โจวานนี ดิลอเรนโซ นิโคโล บาเรลลา จอร์จินโญ มาร์โก แวร์รัตติ เฟเดริโก เคียซา ลอเรนโซ อินซินเญ และ ชิโร อิมโม บิเล ซึ่งรายชื่อ 11 ตัวจริง

ทั้งหมดนี้เป็นนักเตะที่ทำให้การแข่งขัน 90 นาที แรกเป็นวินาทีที่แฟนบอลทุกคนลุ้นกันไปตามๆกัน ซึ่งก็ดุเดือดอย่างมาก เพราะเพียงแค่นาทีแรก คีแรน ทริปเปียร์ เปิดบอลไปที่เสาสอง ลุคซอว์ วอลเลย์ด้วยซ้ายเข้าตาข่ายอย่างสวยงามที่สุดนั่นเอง ทำให้แฟนบอลทีมชาติอังกฤษเฮลั่นสนามเพราะเป็นเจ้าบ้านในการแข่งขันครั้งนี้ แต่แล้วก็พลัดกันลุกและรับกันอย่างต่อเนื่อง จากนั้นในนาทีที่ 28 เป็นโอกาศของอิตาลี ที่จะสามารถยิงเข้าโกลแต่แล้วก็ทำได้เพียงข้ามคานออกไป ทำให้แฟนบอลของอิตาลีนั้น เฮเกล้อในลูกนี้ จบเกมครึ่งที่ทีมชาติอังกฤษนำ 1 ประตูต่อ 0 กลับมาที่ครึ่งหลัง นาทีที่ 51 อิตาลีได้ฟรีคลิกระยะใกล้ แต่ก็ไม่สามารถทำประตูได้เช่นเดิม และในครึ่งหลังอิตาลีเป็นฝ่ายบุกมากกว่าทีมชาติอังกฤษแต่ก็ยังไม่สามารถทำประตูได้จนถึงนาทีที่ 67 ที่ทีมชาติอิตาลีได้ประตูตีเสมอเป็น 1 ประตูต่อ 1 โดยลูกปรี่ซ้ำของ เลโอนาร์โด โบนุชชี เข้าตุงตาข่ายอย่างสวยงาม โดยที่จบ 90 นาทีด้วยการเสมอ 1 ประตูต่อ 1 และต้องเข้ามาลุ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่ทั้งสองทีมชาติก็ไม่สามารถทำประตูเพิ่มได้ จนต้องทำการยิงจุดโทษ แต่แล้วการยิงจุดโทษก็เป็นทีมชาติอิตาลี ที่เป็นฝ่ายชนะไป 3 ประตูต่อ 2 และทีมชาติอิตาลีก็คว้าแชมป์ไปได้อย่างสวยงาม

ความสำเร็จของทีมชาติอังกฤษในรอบ55ปี

ทีมชาติอังกฤษ

ตั้งแต่เริ่มต้นการแข่งขันศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 ตั้งแต่แรกเริ่ม ทีมชาติอังกฤษ พึ่งจะได้เขาชิงชนะเลิศครั้งแรกในรอบ 55 ปี โดยที่เขาเองได้เพียงแต่เป็นรองชนะเลิศเท่านั้นที่ทำผลงานได้ดีที่สุด และก็เข้ามาได้แค่ 8 ทีมสุดท้าย และ16ทีมสุดท้ายเท่านั้น แต่มาในปีนี้กลับสร้างผลงานที่หน้าทึ่งมากๆกับการทีทีมชชาติอังกฤษได้เข้าชิงชนะเลิศในปี 2020 นี้ โดยที่เป็นความสำเร็จของทีมชาติอังกฤษ และ แกเร็ธ เซาธ์เกต โค๊ชทีมชาติอังกฤษ ที่สามารถนำทีมของเขาเข้ามาสู่รอบชิงชนะเลิศได้นั่นเอง เพราะเป็นครั้งแรกในรอบ 55 ปี ทำให้ความตื่นเต้นและความกดดันมากๆในครั้งนี้ว่าจะสามารถสู้ศ฿กครั้งนี้ได้หรือไม่และผลลัพธ์ในศึกครั้งนี้จะดีหรือไม่ดีอย่างไร และจะสามารถนำทัพไปเอาชนะทีมคู่แข่งอย่างทีมชาติอิตาลีได้หรือไม่ เพราะทีมชาติอิตาลีก็มีจุดแข็งที่ แกเร็ธ เซาธ์เกต คาดไม่ถึงก็ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการที่เราคาดเดาอาจจะไม่แน่นอน เพราะยังไงแล้วทีมชาติอังกฤษและทีมชาติอิตาลี จะต้องงัดไม้เด็กฝีเท้าที่แข็งแกร่งออกมาในรองชิงชนะเลิศอย่างแน่นอน

ดราม่า แกเร็ธ เซาธ์เกต ก่อนที่จะโด่งดังในศึกยูโร 2020

ฟุตบอลยูโร 2020

ในสมัยปี 1996 ที่มีการเล่าเรื่องการผ่านร้อนผ่านหนาวต่างๆในทีมชาติอังกฤษ ที่ในปี 1966 ที่เราได้แชมป์โลกไปแล้วและในปี 1996 เราต้องได้แชมป์ฟุตบอลยูโรเช่นกัน ปรากฎว่าทีมชาติอังกฤษเข้าไปถึงได้เพียงรอบรองชนะเลิศเพราะแพ้จุดโทษให้กับทีมชาติเยอรมันนีนั่นเองโดยคนที่ยิงจุดโทษพลาดที่ทำให้ทีมชาติอังกฤษพ่ายแพ้ทีมชาติเยอรมันนีในปี 1996 นั่นก็คือ แกเร็ธ เซาธ์เกต นั่นเองใช้แล้วครับเป็นคนเดียวกับที่ใน ปัจจุบันพาทีมชาติอังกฤษเข้าชิงแชมป์ศึกฟุตบอลยูโร 2020 ในปีนี้นั่นเอง ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเปลี่ยนของ เซาต์เกต ในการใช้ชีวิตตั้งแต่นั้นมา เพราะเขาเองก็เป็นกุนซือที่ไม่ได้โดดเด่นในเรื่องของบุคลิกหรือแท็กติกใดๆนักเพราะเขาเองเป็นคนที่ไม่โดดเด่นและหิวแสงขนาดนั้นเขาจึงรู้สึกว่า ไม่จำเป็นที่ต้องโด่งดังมากถึงกุนซือคนอื่นๆนั่นเอง เพราะชีวิตของเขาดูธรรมดาเรียบง่าย การใช้ชีวิตที่ธรรมดาจนแฟนบอลของทีมชาติอังกฤษมองว่า เซาธ์เกตไม่สามารถที่จะพาทีมชาติอังกฤษมาเป็นแชมป์หรือเข้ารอบชิงชนะเลิศได้แน่นอน แต่ในตอนนี้เชื่อว่าแฟนบอลทีมชาติอังกฤษต้องเปลี่ยนวิธีคิดเสียให้เพราะ ในความไม่หวือหวาของเขากลับทำให้เขาจัดแจงและพาทีมชาติอังกฤษเข้าชิงชนะเลิศได้อย่างดีที่สุดนั่นเอง

ประวัติ  แกเร็ธ เซาธ์เกต

แกเร็ธ เซาธ์เกต

เซาธ์เกตเริ่มต้นการเล่นฟุตบอลในปี 1988-1995 ในสโมสรคริสตัลพาเลซ ซึ่งลงเล่น 152 ครั้ง ทำได้ 15ประตู และได้ย้ายเข้าไปอยู่ที่ แอสตันวิลล่า ในปี 1995-2001 ลงเล่น 192 นัด ทำประตูได้ 7 ประตูเท่านั้น เพราะเขาดูไม่ค่อยโดดเด่นเพราเป็นตัวเซนเตอร์ฮาฟ และในปี 2001-2006 ย้ายไปเล่น มิดเดิลส์เบรอ ลงเล่น 160 ครั้งทำได้เพียง 4 ประตูเท่านั้น นั่นเป็นบทบาทของเซาธ์เกต ที่เป็นจุดเริ่มต้นจนกระทั่งย้ายเข้าเป็นผู้จัดการทีม มิดเดลส์เบรอ ในปี 2007-2009 แต่ก็ถือว่าทำผลงานยังไม่ดีพอ และชื่อของเขาได้เลือนรางหายไปและมาเริ่มต้นในการเป็นโค๊ชอีกครั้งในปี 2013 – 2016 ในทีมชาติอังกฤษ อายุไม่เกิน 23 ปี และในปี 2016 จนถึงปัจจุบัน เกิดเรื่องราวมากมายกับตัวของเขาและถูกดันขึ้นมาเป็นโค๊ชทีมชาติชุดใหญ่ของอังกฤษนั่นเอง ซึ่งในคืนนี้ก็จะพบกับ การแข่งขันชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรองชิงชนะเลิศ ซึ่งในคืนนี้ทีมใดจะได้แชมป์เรามาลุ้นไปพร้อมๆกันได้เลย

ประวัติทีมชิงแชมป์ฟุตบอลแห่งชาติยุโรป 2020

ทีมชาติอังกฤษ

อย่างที่เราทราบกันดีว่าทีมที่จะเข้าชิงชนะเลิศเป็นทีมไหนบ้างตามข่าวและข้อมูลต่างๆจากเว็บไซด์ต่างๆก็คงไม่พ้น ทีมชาติอังกฤษและทีมชาติอิตาลี ที่จะแข่งขันกันในวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 เวลา 02.00 เวลาประเทศไทยถ่ายทอดสดที่ช่อง NBT โดยถือว่าทั้งสองทีมนี้เป็นทีมที่ดุเดือดมากๆตั้งแต่การแบ่งส่ายที่ทั้งสองทีมโชว์ฟอร์มได้อย่างดุเดือด จนถึงรอบแบ่งกลุ่มที่ทีมชาติอิตาลีที่ไม่แพ้ใครเลยและทีมชาติอังกฤษที่ฟาดฟันทีมคู่แข่งจนได้เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายและ8 ทีมสุดท้ายตามลำดับ และในรอบรองชนะเลิศก็ยังถือว่าดุเดือดในการแข่งขันกับทีมเดนมาร์ก ที่ทีมชาติอังกฤษพลัดกันรุกและรับกับทีมชาติเดนมาร์กจนในที่สุดเป็นทีมชาติอังกฤษที่ได้เข้ารอบชิงชนะเลิศไปพบกับทีมชาติอิตาลี่นั่นเอง และวันนี้เราก็อยากจะมาให้ความรู้ในเรื่องของทีมชาติอิตาลีตั้งแต่ จุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันว่าทีมชาติอังกฤษเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและอะไรที่เป็นแรงผลักให้เขาได้ก้าวเข้ามาสู่ทีมชาติอังกฤษที่กำลังจะเข้าชิงชนะเลิศในวันที่ 12 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้

ก่อตั้งทีมชาติอังกฤษ

ฟุตบอลยูโร2020

ทีมชาติอังกฤษเป็นทีมชาติที่มีฟุตบอลเก่าแก่มากที่สุด ชาติหนึ่งเลยก็ว่าได้เพราะทีมชาติอังกฤษเกิดขึ้นมาพร้อมๆกับสมาคมฟุตบอลหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เอฟเอคัพและเป็นทีมชาติที่ก่อตั้งขึ้นพร้อมๆกับทีมชาติสก็อตแลนด์ ซึ่งก็ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1870 นั่นเองและต่อมาการแข่งขันเริ่มขึ้นกับทีมชาติสก็อตแลนด์เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1872 ซ฿งถือว่าเป็นการจัดแข่งขันนัดแรกๆของสองชาตินั่นเอง โดยที่แรกเริ่มเดิมทีอังกฤษไม่มีสนามเหย้าเป็นของตนเอง เพราะอังกฤษเข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ทำให้การแข่งขันของทีมชาติอังกฤษในเมื่อก่อนจะไม่มีสนามเหย้านั่นเอง ต่อมาในปี 1923 ก็ได้สนามกีฬาเวมบลีย์ เป็นสนามเหย้าของอังกฤษตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบันนั่นเอง แต่แล้วทีมชาติอังกฤษเคยมีปัญหากกับฟีฟ่าหรือสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติและถอนตัวไปใน 5 ปีถัดจากนั้น แต่ก็ยังคงกลับมาร่วมงานกับฟีฟ่าอีกครั้งจนได้ในปี 1946 ซึ่งทำให้ทีมชาติอังกฤษไม่ได้แข่งฟุตบอลโลกในปี 1946 และถึงแม้ว่าอังกฤษจะเคยได้แชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้วในปี 1966 ที่อังกฤษเองเป็นเจ้าภาพ แต่กับศึกการแข่งขันชิงแชมป์ฟุตบอลยุโรปยังไม่เคยได้แชมป์แต่ทำผลงานที่ดีที่สุดได้เพียงแค่อันดับที่ 3 ของการแข่งขันเท่านั้นในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี 1968

และในปีนี้ก็จะเป็นศึกที่ใหญ่และดุเดือดมากเพราะว่า ทีมชาติอังกฤษ จะชิงชนะเลิศกับ ทีมชาติอิตาลีซึ่งถือว่าเป็นทีมที่สูสีมากๆในปีนี้และใครจะเป็นแชมป์ในศึกการแข่งขันในครั้งนี้ได้รับชมพร้อมกันในวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 พร้อมกันทั่วโลก แฟนบอลทั้งสองทีมจับตาดูกันวินาทีต่อวินาทีได้เลย

สุดยอดการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 รองชนะเลิศ

ทีมชาติอังกฤษ

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 ได้เข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศเมื่อคืนที่ผ่านมาที่สนามเวมบลีย์ สเตเดี้ยม กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ ซึ่งทีมชาติอังกฤษพบกับทีมชาติเดนมาร์ก ซึ่งทั้งสองทีมถือว่าโชว์ผลงานได้ดีเยี่ยมอีกทีมหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะ ทีมชาติอังกฤษ ก็เป็นทีมชาติที่แข็งแกร่งในรูปแบบของสิงโตคำราม ที่เอาชนะทุกเกมการแข่งขันตั้งแต่รอบคัดเลือกจนถึงรอบชิงชนะเลิศนั่นเอง และในส่วนของ ทีมชาติเดนมาร์ก ที่เรารู้จักกันในฉายา ทีมโคนมที่ถือว่าเป็นการสู้ศึกในศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 ที่เหมือนโชคช่วยในรอบคัดเลือกที่เฉือนเอาชนะทีมคู่แข่งและได้เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้อย่างสวยงามและยังเป็นทีมที่เอาชนะคู่แข่งในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย จนเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้อย่างหน้าอัศจรรย์ เพราะใครจะรู้ว่าการแข่งขันในครั้งนี้ ทีมเล็กๆอย่างเดนมาร์กจะเป็นทีมที่สามารถเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้ขนาดนี้

การแข่งขันในรอบรองชนะเลิศ

ทีมชาติเดนมาร์ก

เปิดฉากแรกเข้ามาไม่ถึง 30 นาที ทีมชาติเดนมาร์กก็บุกเข้าประตูทีมชาติอังกฤษได้ประตูนำไปก่อน 1 ประตูต่อ 0 จากจังหวะฟรีคิกที่อยู่ในระยะไกล แต่แล้ว มิคเคล ดัมส์การ์ด วิ่งเข้ามาเตะด้วยขาขวาบอลพุ่งมุดเสียบคานไปอย่างสวยงาม จากนั้นในนาที่ที่ 38 อังกฤษได้ลุ้นจากเขตโทษของ ราฮีม สเตอร์ลิง แต่ แคสเปอร์ ชไมเคิล เซฟออกไปได้ จนในนาทีที่ 39 อังกฤษไล่ตามทำประตูได้ทันควัน ตีเสมอทีมชาติเดนมาร์กได้ 1 ประตูต่อ 1 จากจังหวะที่แฮรี่จ่ายบอลเข้าจุดเขตโทษฝั่งขวาให้กับ บูกาโย หลุดเข้าไปกองหลังและสกัดบอลเข้าประตูตัวเองไปทำให้ทีมชาติอังกฤษได้ลูกตีเสมอไปอย่างง่ายดายนั่นเอง จบ 45 นาทีและที่ทำประตูเสมอกันไปได้ 1 ประตูต่อ 1 ต่อมาเข้าเกมครึ่งหลัง ในนาทีที่ 52 ทีมชาติเดนมาร์กเกือบได้ลูกที่สองแต่หน้าเสียดายที่ประตูทีมชาติอังกฤษปัดออกไปได้ และในนาทีที่ 55 อังกฤษก็จะทำประตูได้ในประตูที่สองแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะ จอห์น สโตนส์ ขึ้นโหม่งปัดออกไปได้ และในครึ่งหลังทีมชาติอังกฤษและทีมชาติเดนมาร์กก็ไม่สามารถที่จะทำประตูได้แม้ว่าจะเฉือดเฉือนกันไปมาอย่างดุเดือดแต่แล้วก็ยังไม่มีใครทำประตูได้ จบเกม 90 นาที เสมอกันอยู่ 1 ประตูต่อ 1 จนทำให้การแข่งขันต้องบวกเวลาพิเศษเพื่อที่จะเอาทีมที่ชนะเข้าแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศที่มีทีมชาติอิตาลี่รออยู่แล้วนั่นเอง

ฟุตบอลยูโร 2020

ในช่วงต่อเวลาพิเศษก็ถือว่าดุเดือดและสูสีอยู่มาก และในนาทีที่ 94 ที่อังกฤษบุกจนเกือบได้ประตูที่ 2 แต่ก็เจอประตูของทีมชาติเดนมาร์กที่ยังเหนียวและเชฟลูกไว้ได้ในที่สุด นาทีที่ 104 อังกฤษได้จุดโทษจากจังหวะทำฟาวล์ในเขตโทษและเป็น แฮร์รี่ ที่รับหน้าที่เตะจุดโทษแต่ยังไปติดเซฟประตูของเดนมาร์ก แต่ก็เป็นจังหวะตามซ้ำพุ่งเข้าตาข่ายอย่างสวยงาม ทำให้ทีมชาติอังกฤษขึ้นนำไป 2 ประตูต่อ 1 และเวลาที่เหลือทำให้ทั้งสองทีมทำอะไรไม่ได้ จนหมดเวลาการแข่งขันทีมชาติอังกฤษเอาชนะทีมชาติเดนมาร์กไป 2 ประตูต่อ 1 ถือว่าเป็นการแข่งขันรอบรองชนะเลิศที่ดุเดือนที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 เลยก็ว่าได้ และ ทีมชาติอังกฤษยังเข้าไปพบกับทีมชาติอิตาลี ที่จะมีการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเกิดขึ้นในวันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม 64 นี้ เวลา 02.00 เวลาประเทศไทย แฟนบอลทีมชาติอังกฤษและแฟนบอลทีมชาติอิตาลีห้ามพลาด