อดีตสู่ปัจจุบันของทีมชาติอิตาลี

ทีมชาติอิตาลี

หลังจากที่ย้อนเวลากลับไปจุดเริ่มต้นของ ทีมชาติอิตาลี จนถึงปี 1986 ที่มีเรื่องราวมากมายของทีมชาติอิตาลี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่หน้ายินดีและเรื่องราวที่เป็โศกอนาฏกรรมต่างๆและยุคที่ตกต่ำของฟุตบอลทีมชาติอิตาลี ทีมชาติอิตาลีก็ยังถือว่าล้มลุกคลุกคลานมาตลอดในช่วงนั้นแต่ก็ยังสามารถเรียกความเป็นทีมชาติอิตาลีกลับคืนมาได้เช่นเดียวกัน แต่ถึงแม้ว่าจะได้กลับมาเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกแล้วก็ตามแต่ก็มีช่วงจังหวะหนึ่งในของแต่ละปีที่เขาไม่สามารถไปต่อได้ และรักษาแชมป์ไว้ได้ โดยบางครั้งอาจจะตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย หรือตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย หรือไม่ก็อาจจะตกรอบแรกรอบคัดเลือกเลยก็ว่าได้ อย่างที่ทราบกันดีไม่มีอะไรที่ยั่งยืนกับลูกกลมๆของฟุตบอลอย่างแน่นอน แฟนบอลทั่วโลกทราบกันดีอยู่แล้ว ถึงยังไง ทีมชาติอิตาลี ก็กลับมาคืนฟอร์มอีกครั้งและเป็นรองแชมป์โลกอีกครั้งในปี 1988 และในปี 1990 ที่ได้กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้ง และทำทีมได้ดีมากๆโดยที่ไม่เสียประตูเลยใน 5 นัดแรกของการแข่งขัน แต่ก็ไม่สามารถเป็นแชมป์ได้แพ้ให้อาร์เจนตินาในการดวลจุดโทษไป 3 ต่อ 4 ประตู และในปี 1993 อิตาลีได้ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ของโลกเป็นครั้งแรกที่เป็นการจัดอันดับขึ้นของ สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ

รองแชมป์ยุโรปและยุคทองของ โจวันนี  1996-2004

โจวันนี ตราปัตโตนี

ในปี 1996 ทีมชาติอิตาลีได้ตกรอบแรก ซึ่งกับเรื่องของลูกฟุตบอลบอกได้คำเดียวเลยว่าต้องอย่าหวังกับฟุตบอลลูกกลมๆ 1 ลูกที่อยู่ในสนามเพราะเราคาดเดาไม่ได้เลยว่าเราจะเอาชนะลูกฟุตบอลลูกนี้ได้หรือไม่ ซึ่งต่อมาอิตาลีก็ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกปี 1998 โดยที่แพ้ทีมชาติฝรั่งเศสในการดวลจุดโทษนั่นเอง ต่อมาในปี 2000 เป็นการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2000 แต่ก็ต้องพ่ายให้กับทีมชาติฝรั่งเศษอีกครั้งในรอบชิงชนะเลิศในช่วงต่อเวลาพิเศษนั่นเองและต่อมาถือได้ว่าเป็นยุคถือกำเนิดผู้จัดการทีมอย่าง โจวันนี ตราปัตโตนี แต่ใช่ว่าจะเป็นการจัดการทีมที่ดีเพราะเป็นการจัดการทีมของ โจวันนี ที่ถูกวิพาร์กวิจารณ์กันมากที่สุดและเป็นผลงานที่ย่ำแย่ที่สุดของทีมชาติอิตาลีเลยก็ว่าได้

แชมป์โลกอีก 1 สมัยที่รอคอย

ฟุคบอลโลกปี 2006

ในปี 2006 ทีมชาติอิตาลี ได้ประกาศตั้ง มาร์ เชลโล ลิปปี เข้ามาทำหน้าที่ในการแข่งขันฟุตบอลโลกแทน โจวันนี ที่ทำผลงานที่ตกต่ำในยุค 2004 และทำหน้าที่ได้ดีมากๆเขาสามารถผ่านเข้ารอบ 16 ทีม 8 ทีม รองชนะเลิศและเข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในฟุตบอลโลกได้ ที่เป็นการแข่งขันระหว่างทีมชาติอิตาลี และทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการพูดเรื่องราวจากแฟนบอลในสนามถึงการปะทะของซูปตาร์ทั้งสองทีม แต่ถึงอย่างไรแล้วทีมชาติอิตาลีก็สามารถเอาชนะทีมชาติฝรั่งเศสด้วยการดวลจุดโทษ ไปถึง 5 ประตูต่อ 3 ประตู จนได้เป็นแชทป์ฟุตบอลโลยสมัยที่ 4 ลำดับต่อไปนั่นเอง

ยุคต่างๆของทีมชาติอิตาลี แชมป์ฟุตบอลยูโร 2020

จากที่เมื่อวานได้พูดถึง การแข่งขันและการคว้าแชมป์ของทีมชาติอิตาลี แล้วนั้น ก็ยังมีอีกมากมายที่แฟนบอลทีมชาติอิตาลียังไม่รู้ถึงเรื่องราวของทีมชาติอิตาลีที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสำเร็จ ความล้มเหลวในยุคก่อตั้งหรือจะเป็นยุคหลังสงครามโลกมาเรื่องๆ ซึ่งในตอนที่แล้วก็พูดถึงเรื่องหลังจากยุคสงครามโลกที่เป็นยุคตกต่ำมากที่สุดของทีมชาติอิตาลี จนกระทั่งการเริ่มต้นให้และเริ่มจากการได้เป็นแชมป์ฟุตบอลยุโรสมัยแรก ในปี 1968 ที่จะมีอะไรที่หน้าตื่นเต้นต่อไปเขาจะสามารถที่จะแก้วิกฤตให้เป็นโอกาสทางด้านกีฬาของเขาได้หรือไม่เรามาตามอ่านเรื่องราวของทีมชาติอิตาลีกันต่อได้ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น

แชมป์ฟุตบอลยูโร ทีมชาติอิตาลี ปี 1968

เริ่มต้นหลังจากที่ในยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฟุตบอลทีมชาติอิตาลีดูตกต่ำขึ้นไปแต่ทีมชาติอิตาลีก็ไม่ยอมแพ้ ในการฝึกซ้อมฟุตบอลต่างๆ ความพร้อมของนักเตะและความแข็งแกร่งของทีม จนในปี 1968 เป็นปีทองของทีมชาติอิตาลี เพราะเป็นปีที่มีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ซึ่งหลังจากโศกนาฏกรรมก่อนหน้านี้ก็เป็นปีที่หน้ายินดีของทีมชาติอิตาลีเพราะ อิตาลีได้คว้าแชมป์ฟุตบอลยูโรในปี 1968 ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยถือว่าอิตาลีเป็นแชมป์รายการใหญ่ในรอบ 30 ปีเลยก็ว่าได้ นี่ก็เลยถือว่าเป็นเรื่องยินดีของทีมชาติอิตาลีในการแข่งขันในปี 19687 มากๆ ต่อมาหลังจากที่เรียกคืนความเป็นทีมชาติอิตาลีได้แล้วนั้น ในปี 1970 ที่เขาสามารถพาทีมเช้ารอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกในรอบ 32 ปี โดยเจอคู่ปรับเก่าอย่างเยอรมันแต่แล้วก็สามารถเอาชนะในการเตะจุดโทษได้ 5 ประตูจาก 7 ประตู แต่แล้วก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติบราซิลย่อยยับในรอบชิงชนะเลิศ 1 ประตูต่อ 4 จนได้เป็นรองชนะเลิศจากทีมชาติบราซิล แต่ก็ถือว่าเป็นยุคที่เรียกเสียเฮให้กับแฟนบอลทีมชาติอิตาลีอย่างมากเลยทีเดียว

แชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 3 ในปี 1982

หลังจากที่ในก่อนหน้านี้ที่ทีมชาติอิตาลีได้แชมป์ฟุตบอลยูโร 1968 และเป็น รองแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1970 ต่อมาก็อาจจะมีการตกรอบและไม่สามารถรักษาแชมป์ได้ต่อไปจนกระทั่งในปี 1982 ที่ทีมชาติอิตาลีได้กลับมาได้แชมป์ฟุตบอลโลกในสมัยที่ 3 อีกครั้ง โดยที่เป็นการลุ้นของแฟนบอลที่ดุเดือดมากๆเพราะอิตาลีพบกับเยอรมัน ซึ่งเป็นคู่ปรับเก่ากันมาพอสมควรในการแข่งขันฟุตบอลโลกนั่นเอง แต่อิตาลีก็สามารถที่จะได้แชมป์ในปี 1982 ได้อีกครั้งและยังเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 3 ของทีมชาติอิตาลีที่บอกได้คำเดียวว่า แฟนบอลทีมชาติอิตาลีต้องภูมิใจมากจริงๆ และยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ ยังมีเรื่องราวต่างๆอีกมากมายของทีมชาติอิตาลีที่แฟนบอลยังไม่ทราบเราจะมานั่งเล่าเรื่องราวของทีมชาติอิตาลีต่อให้คุณได้อ่านในตอนหน้า

แฟนบอลเฮ !! แชมป์ฟุตบอลยูโร2020

แชมป์ฟุตบอลยูโร2020

จากการแข่งขันรอบชนะเลิศของศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่อังกฤษพบกับอิตาลี เมื่อวานที่ผ่านมาเราก็ได้ทราบกันแล้วว่าทีมชาติใดได้แชมป์ในศึกครั้งนี้ ซึ่งอย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าทีมชาติที่ได้แชมป์นั้นคือทีมชาติอิตาลี ที่เอาชนะในการยิงจุดโทษไป 3 ประตูต่อ 2  ซึ่งเป็นเรื่องที่หน้ายินดีมากๆเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ที่แฟนบอลทั่วโลกของทีมชาติอิตาลีก็ต่างแห่กันชื่นชมยินดีกับทีมชาติอิตาลีที่ได้ แชมป์ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ซึ่งแฟนบอลบางบ้านคงยังไม่รู้จักทีมชาติอิตาลีที่แท้จริง เรามาเริ่มทำความรู้จักทีมชาติอิตาลีกันแบบลึกซึ้งตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันว่ามีอะไรหน้าสนใจบ้างกับทีมชาติอิตาลีนี้บ้าง

การเริ่มต้นของทีมชาติอิตาลี

โรแบร์โต้ มันชีนี

ทีมชาติอิตาลีเริ่มต้นจากการดูแลของ สมาคมฟุตบอลประเทศอิตาลี และประเทศอิตาลีเป็นทีมชาติที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันฟุตบอลเป็นอย่างมาก โดยที่ทีมชาติอิตาลีชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลก 4 สมัยคือปี 1934 1938 1982 และ 2006 ซึ่งก็เป็นตำนานอิตาลีที่เป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 4 สมัยนั่นเอง และไม่ได้ชนะเลิศแต่ฟุตบอลโลกเท่านั้น ยังมีแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ถึงสองสมัยคือปี 1968 และปี 2020 ปีปัจจุบันนั่นเอง ที่พึ่งผ่านมาสดๆร้อนๆเลยก็ว่า และเริ่มต้นก่อตั้งทีมชาติอิตาลีในปี 1898 ทีออฟฟิตอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งปัจจุบันมีผู้จัดการทีมชื่อ โรแบโต้ มันชีนี ผู้จัดการทีมดีเดือดและดุดันของอิตาลี ผู้ที่มีความรู้เป็นศูนย์หน้าเก่าของทีมชาติอิตาลีในอดีตและผันตัวเองมาเป็นผู้จัดการทีมโดยที่เอาความรู้ความสามารถของตนเองตอนที่เป็นนักเตะศูนย์หน้าเข้ามาจัดการทีมได้ดีมากๆแถม ทีมชาติอิตาลี ก็เป็นทีมชาติทีตัวรุกและตัวรับแน่นเหนียวเป็นอย่างมากทำให้ทีมชาติอิตาลีในปี 2020 นี้เป็นทีมชาติที่แข็งแกรงมากๆทีมหนึ่งนั่นเอง โดยที่ทีมชาติอิตาลีมีสีประจำทีมชาตินั่นคือสีฟ้าอ่อน และเป็นแถบสีที่ใช้ในสัญลักษณ์ประจำทีมชาตินั่นเอง

ยุคแรกๆของทีมชาติอิตาลี

ทีมชาติอิตาลี

การรวมตัวของนักเตะทีมชาติอิตาลีเริ่มต้นขึ้นในปี 1899 ในการพบกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ โดยที่ทีมชาติอิตาลีแพ้แบบราบคราบไปที่ 2ประตูต่อ 0 ไม่สามารถตีไข่ทำประตูแตกได้เลยในตอนนั้น แต่ล้วก็มีการแข่งขันอีกครั้งนึงซึ่งเป็นการแข่งขันที่จัดการแข่งขันครั้งแรกของ ทีมชาติอิตาลี โดยที่อิตาลีแข่งขันกับฝรั่งเศส และถล่มฝรั่งเศสไปที่ 6 ประตูต่อ 2 เมื่อวันที่ 15 พค ปี 1910 และความสำเร็จแรกของทีมชาติอิตาลีนั่นก็คือ การที่เค้าสามารถขว้าเหรียญทองแดงในกีฬาโอลิมปิก ในปี 1928 และต่อมาได้เข้าร่วมการแข้งขันฟุตบอลโลกและทีมชาติอิตาลีก็คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ และสามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้ในปี 1983 ซึ่งเป็นการดูแลเอาใจใส่ของนักฟุตบอลและ วิตโตรีโอ ปอโซ ผู้จัดการทีมชาติอิตาลีนั่นเอง และเข้ามาในยุคที่อิตาลีตกต่ำที่ได้รับผลกระทบขากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นทีมชาติอิตาลีที่ต้องสูญเสียนักเตะจากเหตุการณ์เครื่องบินตกไป 1 คน และก็เป็นทีมชาติอังกฤษที่เชื่อว่าเป็นจุดต่ำสุดของทีมชาติเพราะ ฟุตบอลโลกตกรอบแรก ไม่เข้าชิงแชมป์อะไรเลยในช่วงนั้น ซึ่งถือว่านี่เป็นพาสแรกๆของการแข่งขันฟุคบอลของทีมชาติอิตาลีที่เป็นแชมป์ฟุตบอลยุโรปในปี 2020 นี้ ซึ่งความเป็นมายังไม่หมดเพียงแค่นี้เท่านั้นยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ทุกคนต้องทราบ ในเรื่องราวต่อไป

ความสำเร็จของทีมชาติอังกฤษในรอบ55ปี

ทีมชาติอังกฤษ

ตั้งแต่เริ่มต้นการแข่งขันศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 ตั้งแต่แรกเริ่ม ทีมชาติอังกฤษ พึ่งจะได้เขาชิงชนะเลิศครั้งแรกในรอบ 55 ปี โดยที่เขาเองได้เพียงแต่เป็นรองชนะเลิศเท่านั้นที่ทำผลงานได้ดีที่สุด และก็เข้ามาได้แค่ 8 ทีมสุดท้าย และ16ทีมสุดท้ายเท่านั้น แต่มาในปีนี้กลับสร้างผลงานที่หน้าทึ่งมากๆกับการทีทีมชชาติอังกฤษได้เข้าชิงชนะเลิศในปี 2020 นี้ โดยที่เป็นความสำเร็จของทีมชาติอังกฤษ และ แกเร็ธ เซาธ์เกต โค๊ชทีมชาติอังกฤษ ที่สามารถนำทีมของเขาเข้ามาสู่รอบชิงชนะเลิศได้นั่นเอง เพราะเป็นครั้งแรกในรอบ 55 ปี ทำให้ความตื่นเต้นและความกดดันมากๆในครั้งนี้ว่าจะสามารถสู้ศ฿กครั้งนี้ได้หรือไม่และผลลัพธ์ในศึกครั้งนี้จะดีหรือไม่ดีอย่างไร และจะสามารถนำทัพไปเอาชนะทีมคู่แข่งอย่างทีมชาติอิตาลีได้หรือไม่ เพราะทีมชาติอิตาลีก็มีจุดแข็งที่ แกเร็ธ เซาธ์เกต คาดไม่ถึงก็ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการที่เราคาดเดาอาจจะไม่แน่นอน เพราะยังไงแล้วทีมชาติอังกฤษและทีมชาติอิตาลี จะต้องงัดไม้เด็กฝีเท้าที่แข็งแกร่งออกมาในรองชิงชนะเลิศอย่างแน่นอน

ดราม่า แกเร็ธ เซาธ์เกต ก่อนที่จะโด่งดังในศึกยูโร 2020

ฟุตบอลยูโร 2020

ในสมัยปี 1996 ที่มีการเล่าเรื่องการผ่านร้อนผ่านหนาวต่างๆในทีมชาติอังกฤษ ที่ในปี 1966 ที่เราได้แชมป์โลกไปแล้วและในปี 1996 เราต้องได้แชมป์ฟุตบอลยูโรเช่นกัน ปรากฎว่าทีมชาติอังกฤษเข้าไปถึงได้เพียงรอบรองชนะเลิศเพราะแพ้จุดโทษให้กับทีมชาติเยอรมันนีนั่นเองโดยคนที่ยิงจุดโทษพลาดที่ทำให้ทีมชาติอังกฤษพ่ายแพ้ทีมชาติเยอรมันนีในปี 1996 นั่นก็คือ แกเร็ธ เซาธ์เกต นั่นเองใช้แล้วครับเป็นคนเดียวกับที่ใน ปัจจุบันพาทีมชาติอังกฤษเข้าชิงแชมป์ศึกฟุตบอลยูโร 2020 ในปีนี้นั่นเอง ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเปลี่ยนของ เซาต์เกต ในการใช้ชีวิตตั้งแต่นั้นมา เพราะเขาเองก็เป็นกุนซือที่ไม่ได้โดดเด่นในเรื่องของบุคลิกหรือแท็กติกใดๆนักเพราะเขาเองเป็นคนที่ไม่โดดเด่นและหิวแสงขนาดนั้นเขาจึงรู้สึกว่า ไม่จำเป็นที่ต้องโด่งดังมากถึงกุนซือคนอื่นๆนั่นเอง เพราะชีวิตของเขาดูธรรมดาเรียบง่าย การใช้ชีวิตที่ธรรมดาจนแฟนบอลของทีมชาติอังกฤษมองว่า เซาธ์เกตไม่สามารถที่จะพาทีมชาติอังกฤษมาเป็นแชมป์หรือเข้ารอบชิงชนะเลิศได้แน่นอน แต่ในตอนนี้เชื่อว่าแฟนบอลทีมชาติอังกฤษต้องเปลี่ยนวิธีคิดเสียให้เพราะ ในความไม่หวือหวาของเขากลับทำให้เขาจัดแจงและพาทีมชาติอังกฤษเข้าชิงชนะเลิศได้อย่างดีที่สุดนั่นเอง

ประวัติ  แกเร็ธ เซาธ์เกต

แกเร็ธ เซาธ์เกต

เซาธ์เกตเริ่มต้นการเล่นฟุตบอลในปี 1988-1995 ในสโมสรคริสตัลพาเลซ ซึ่งลงเล่น 152 ครั้ง ทำได้ 15ประตู และได้ย้ายเข้าไปอยู่ที่ แอสตันวิลล่า ในปี 1995-2001 ลงเล่น 192 นัด ทำประตูได้ 7 ประตูเท่านั้น เพราะเขาดูไม่ค่อยโดดเด่นเพราเป็นตัวเซนเตอร์ฮาฟ และในปี 2001-2006 ย้ายไปเล่น มิดเดิลส์เบรอ ลงเล่น 160 ครั้งทำได้เพียง 4 ประตูเท่านั้น นั่นเป็นบทบาทของเซาธ์เกต ที่เป็นจุดเริ่มต้นจนกระทั่งย้ายเข้าเป็นผู้จัดการทีม มิดเดลส์เบรอ ในปี 2007-2009 แต่ก็ถือว่าทำผลงานยังไม่ดีพอ และชื่อของเขาได้เลือนรางหายไปและมาเริ่มต้นในการเป็นโค๊ชอีกครั้งในปี 2013 – 2016 ในทีมชาติอังกฤษ อายุไม่เกิน 23 ปี และในปี 2016 จนถึงปัจจุบัน เกิดเรื่องราวมากมายกับตัวของเขาและถูกดันขึ้นมาเป็นโค๊ชทีมชาติชุดใหญ่ของอังกฤษนั่นเอง ซึ่งในคืนนี้ก็จะพบกับ การแข่งขันชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรองชิงชนะเลิศ ซึ่งในคืนนี้ทีมใดจะได้แชมป์เรามาลุ้นไปพร้อมๆกันได้เลย

สุดมันส์กับโคเอเชียและสเปน 16 ทีมสุดท้าย

EURO2020
ทีมชาติสเปน

การแข่งขันฟุตบอลแห่งชาติยุโรป ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ผ่านมาถือว่าเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดมากที่สุดในปี 2020 ทีมชาติที่ตกรอบและทีมชาติที่เข้ารอบก็ถือว่าเป็นทีมชาติที่เก่งกาจมากที่สุดและยังมีอีกหนึ่งคู่การแข่งขันที่ดูแล้วดุเดือดมาๆใน การแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้ายโดยทีมชาติสเปน พบกับ ทีมชาติโคเอเชีย ที่หน้าจะเป็นการแข่งขันในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่มีการยิงประตูมากที่สุดในการแข่งขันฟุตบอล ทัวร์นาเม้นต์นี้ ซึ่งการต่อรองราคา กูรูทั้งหลายยกให้สเปนเป็นต่อแน่นอน ซึ่งเริ่มต้นการแข่งขัน เป็นไปตามที่คาดไว้ เพราะรูปเกมส่วนใหญ่ทีมชาติสเปนเป็นฝ่ายได้เปรียบและเป็นฝ่ายบุกเข้าไปในโซนสีแดงของทีมชาติโคเอเชียมากที่สุด และนักเตะทีมชาติโคเอเชียก็ยังคงต้านรับอย่างเหนียวแน่นและแข็งแกร่งมากที่สุด เพราะถ้าทีมชาติสเปนพลาดก็สามารถสวนกลับได้อย่างทันควัน แต่ด้วยเวลาเดินผ่านไปเรื่อยๆทำให้มาถึงนาทีที่ 20 ทีมชาติสเปนส่งบอลคือประตูแต่ดันหลุดไม่ได้สกัดทำให้บอลเข้าประตูตัวเองทำให้ โคเอเชียนำสเปนไป 1 ประตูต่อ 0 จากการเข้าประตูตัวเองของทีมชาติสเปน และเป็นการเรียกขวัญกำลังใจให้กับนักเตะโดยการเรียกคืนสติกลับมา แต่แล้วก็สามารถทำประตูเสมอได้ 1 ประตูต่อ 1 และจบครึ่งแรกด้วยการเสมอ 1 ประตูต่อ 1

ทีมชาติโคเอเชีย

เริ่มการแข่งขันในครึ่งหลัง ทีมชาติสเปน เปิดฉากดุเดือดและทำประตูขึ้นนำไปได้ 2 ประตูต่อ 1 ในนาทีที่ 57 และการแข่งขันเริ่มดุเดือดขึ้น โดยที่นักเตะทีมชาติโคเอเชียเล่นกระทบบรรดานักเตะทีมชาติสเปนอยุ่หลายจังหวะมากๆ จนกรรมการตักเตือนหลายครั้งแต่ยังไม่ถือใบเหลือให้ และในนาทีที่77 ทีมชาติสเปนขึ้นนำอีก 1 ประตู เป็น 3 ประตูต่อ 1 และนักเตะ ทีมชาติโคเอเชีย เมือเขาฮึกเหิมอีกครั้งก็ไม่หวั่นเพราะยังไม่หมดเวลาการแข่งขันในนัดนี้ และถึงเวลาที่เขาจะสวนการแข่งขันทำประตูได้อีกครั้ง ในนาทีที่ 85 ทำให้นักเตะโคเอเชียมีความมั่นในมากขึ้นและยังสามารถตีเสมอขึ้นได้เป็น 3 ประตูต่อ 3 ได้สำเร็จในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จนผู้ตัดสินต้องทดเวลาต่อไปอีกถึง 6 นาทีเพราะเป็นการเสมอกันและไปตัดสินใหม่ในช่วงทดเวลาพิเศษอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการต่อเวลาพิเศษในครั้งนี้ถือว่า เกินเวลา 90 นาที บวก 6 นาทีทดเวลา เชื่อว่าเป็นความเหนื่อยล้าของนักเตะหลายๆคนที่ทำการแข่งขันเต็มเวลาแต่ก็ต้องสู้เพื่อให้ทีมตนเองได้เข้ารอบ 8 ทีมสุด ท้ายในรอบนี้ให้ได้นั่นเอง

EURO2020

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เพราะ ทีมชาติสเปน ใช้เวลาเพียง 2 นาทีก็สามารถขึ้นนำ ทีมชาติโคเอเชียได้อย่างดุเดือด 4 ประตูต่อ 3 และเหตุการณ์เริ่มชุนลมุนขึ้นนักเตะโคเอเชียเริ่มที่จะหมดแรงและลุกลนในการเข้าทำประตูทำให้อาจจะตั้งตัวไม่ติด สมาธิรุกรน และทำให้นักเตะทีมชาติสเปนทำประตูเพิ่มขึ้นไปอีก 5 ประตูต่อ 3 ซึ่งเป็นการปิดจ็อบการแข่งขันในรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปอย่างหน้าภูมิในทำให้ทีมชาติสเปนได้เข้ารอบเข้าไปถึง 8 ทีมสุดท้ายได้อย่างภาคภูมิใจสำหรับแฟนบอลและนักเตะทุกๆท่านนั่นเองและถึงแม้ทีมชาติโคเอเชียจะไม่ได้เข้ารอบไปต่อใน 8 ทีมสุดท้ายแต่ก็ถือว่าทีมชาติโคเอเชีย ก็ได้ทำหน้าที่ที่ดีที่สุด ในการส่งนักเตะเข้าแข่งขันผ่านมาถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ถือว่ายอดเยี่ยมมากเช่นกัน อย่างน้อยก็ผ่านรอบคัดเลือกมาได้อย่างสวยงามนั่นเอง

คริสเตียโน โรนัลโด้ กับรางวัลที่เขาได้รับทั้งชีวิต

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ถ้าจะให้พูดถึง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แฟนบอลทุกๆท่านคงรู้จักชื่อเสียงที่เขานั้นสร้างขึ้นมา ตั้งแต่วันเด็กจนถึงปัจจุบัน ตำนานนักเตะที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งที่โด่งดังในสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ที่ได้สวมเสื้อเบอร์ 7 ที่ถือว่าเป็นหมายเลขในตำนานที่มีอดีต นักเตะในตำนานเท่านั้นที่จะได้สวมเสื้อหมายเลขนี้  จนกระทั่ง โรนัลโด้ ก็ยังคงโดนดูถูกว่าจะไม่สามารถที่จะสืบสานภาระเสื้อหมายเลข 7 ที่เป็นตำนานของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ แต่โรนัลโด้ก็ไม่สนใจคำวิพาร์กวิจารณ์เหล่านั้นเพราะ เขาบอกว่าเขาจะทำให้ทุกคนและแฟนบอลของผีแดงได้เห็นว่าในเวลาที่เขาลงสนามนั้น เขาจะสามารถทำประตูในกับปีศาจแดงได้ครองแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้หลายๆสมัยและเขาก็ทำได้อย่างที่ปากพูดจริงๆ เมื่อได้เป็นแชมป์เขายังเป็นดาวซัลโวหลายสมัยอีกด้วย และเมื่อชื่อเสียโด่งดัง และเป็นที่รู้จักในวงการฟุตบอล โรนัลโด้ ได้ถูกขายตัวให้กับทีมราชันชุดขาว เรอัล มาดริด ที่เป็นทีมยักใหญ่ในลีกลาลีกาของประเทศสเปนในค่าตัวที่สูงหลายล้านปอนด์ ซึ่งปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ก็ยินยิมที่จะขายให้กับ เรอัลมาดริด ตามสัญญาข้อตกลงนั่นเอง ซึ่งการย้ายเข้ามาเล่นในลีกลาลีกาก็กลับถูกแฟนบอลดูถูกในเรื่องของ การเปรียบเทียบกับยอดนักเตะอีกท่านหนึ่งของลีกลาลีกา นั่นก็คือ การเปรียบเทียบกับ ลีโอเนล เมสซี่ คู่ปรับคนสำคัญและทีมสำคัญของ เรอัล มาดริด ทำให้โรนัลโด้มีความฝันที่อยากจะเป็นนักเตอะที่เก่งทีสุดในโลก เขาจึงเป็นคนที่พัฒนาตนเองตลอดเวลานั่นเอง และเขาก็สามารถทำให้ เรอัลมาดริด ประสบความสำเร็จ ได้คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก 3 สมัย ติดต่อกัน และยังคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมจนเป็นที่ยอมรับของแฟนบอลทั่วโลกว่า เขาเป็นคนที่ลบคำสบประมาทของแฟนบอลที่ดูถูกเขาได้อย่าแน่วแน่ที่สุด

รางวัลที่โรนัลโด้ได้สร้างขึ้นกับปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

คริสเตียโน โรนัลโด้
  1. ในปี 2006-2009 คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ 3 สมัย
  2. ในปี 2003-2004 คว้าแชมป์เอฟเอคัพ
  3. ในปี 2005-20066 และ 2008-2009 คว้าแชมป์ลีกคัพ 2 สมัย
  4. ในปี 2007 คว้าแชมป์คอมมิวนิตี้ชิลด์
  5. ในปี 2007-2008 คว้าแชมป์ยูฟ่า ซุปเปอร์คัพ
  6. ในปี 2008 คว้าแชมป์สโมสรโลก

รางวัลที่สร้างขึนในสโมสรเรอัลมาดริด

เรอัล มาดริด
  1. ในปี 2011-2012 คว้าแชมป์ลาลีกาลีก
  2. ในปี 2010-2011 และ 2013-2014 คว้าแชมป์โกปา เดล เรย์ 2สมัย
  3. ในปี 2013-2014 คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก
  4. ในปี 2014 คว้าแชมป์ยูฟ่า ซุปเปอร์คัพ และแชมป์สโมสรโลก

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นรางวัลที่โรนัลโด้ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตนเองและสโมสรของเขา ในตอนที่เขาอยู่ในทีมทั้ง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเรอัลมาดริด ซึ่งปัจจุบันเขาได้เล่นอยู่ทีมสโมสรยูเวนตุส แต่ด้วยอายุและสมรรถภาพที่มากขึ้นอาจจะช่วยทีมไม่ได้เหมือนแต่ก่อน แต่ก็สามารถสร้างผลงานให้กับทีมยูเวนตุสได้อย่างสมศํกศรีเช่นกัน และในตัวเล่นของทีมชาติโปรตุเกส ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เข้ารอบลึกๆในศ฿กชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปีนี้ แต่เขาก็ทำหน้าที่ที่ดีที่สุดและรับบทบาทกัปตันทีมชาติโปรตุเกสได้ดีที่สุดแล้วนั่นเอง

ผลงานของโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กับทีมชาติโปแลนด์

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้
โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

การแข่งขันรอบแรกนัดสุดท้ายของกลุ่ม E เป็นกันพบกันระหว่างทีมชาติโปรแลนด์และทีมชาติสวีเดน ซึ่งในนัดนี้ถือว่าเป็นการชี้ชะตาของทีมชาติโปแลนด์เลยก็ว่าได้เพราะว่าทีมชาติโปแลนด์ต้องเอาชนะทีมชาติสวีเดนเพื่อให้ตนเองเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายนั่นเอง แถมทีมชาติโปแลนด์ก็มีคะแนนเพียงคะแนนเดียวเท่านั้นถ้าไม่สามารถเอาชนะทีมชาติสวีเดนได้ก็ไม่สามารถที่จะเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้นั่นเอง โดยที่การนำทัพของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ศูนย์หน้าเชื้อชาติโปแลนด์ ที่อยู่ภายใต้ทีมสโมสร บาเยิร์นมิวนิค สโมสรชั้นนำของลีกบุนเดสลีกาในประเทศเยอรมันนีซึ่งผลการแข่งขัน ในช่วงครึ่งแรกนั้น สวีเดนเป็นฝ่ายขึ้นนำในนาทีที่ 2 ซึ่งรูปเกมส่วนใหญ่เป็นทีมชาติสวีเดน บุกคลองเกมได้อย่างดุเดือดมากที่สุด แต่ถึงอย่างไรทีมชาติโปแลนด์ก็อาจที่จะเป็นฝ่ายโยนหินถามทางกับทีมชาติสวิเดนไปก่อน เพื่อมาแก้เกมในครึ่งหลังได้ทัน แต่แล้วหมดเวลาการแข่งขันในครึ่งแรกทีมชาติสวีเดนเป็นฝ่ายนำไปก่อน 1 ประตูต่อ 0 จนเริ่มต้นในครึ่งหลัง รูปเกมที่เปลี่ยนไปในการแก้เกมของทีมชาติโปแลนด์ เริ่มเป็นฝ่ายบุกและทำเกมได้ค่อนข้างดีมากทีเดียวแต่แล้วในนาทีที่ 59 ทีมสวีเดนได้ทำประตูเพิ่มเป็น 2 ประตูต่อ 0 แต่ความประมาทของทีมสวีเดนที่คิดว่าตัวเองจะชนะเกมทำให้ หลังจากนั้นอีก 2 นาที ทำให้โปแลนด์ได้ประตู 1 ประตู จากการยิงของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ พอได้ 1 ลูกแล้วเหมือนกับการสร้างความมั่นใจให้กับนักเตะทีมชาติโปแลนด์ก็ฮึกเฮิมขึ้นมาทันที และทำประตูที่ 2 ได้ในนาทีที่ 84 จากนักเตะคนเดิมอย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ต่อเนื่องจนครบ 90 นาที ต่อเวลา 4 นาทีก่อนจบเกมส์ ทีมชาติสวีเดนได้ประตูขึ้นนำจากนักเตะอีกท่านหนึ่งนั่นก็คือ วิกเตอร์ คลาสสัน และจบเกมด้วยการเอาชนะทีมชาติโปแลนด์ไปได้ 3ประตูต่อ 2 เป็นทีมที่ได้เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายในกลุ่ม E นั่นเอง 

รู้จักกับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้                    

นักเตะดาวรุ่งที่เรารู้จักกันดีอย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ซึ่งเป็นดาวเด่นในบาร์เยิร์นมิวนิค ในลีกบุนเดสลีก้า ซึ่งเกิดวันที่ 21 สิงหาคม 1988 ซึ่งในปัจจุบันเล่นให้กับ ทีมชาติโปแลนด์ และดาวรุ่งอย่าง เลวานดอฟสกี้ เป็นเจ้าพ่อแฮตทริกที่เร็วที่สุดในลีกบุนเดสลีก้าเลยก็ว่าได้ ซึ่งการเริ่มเข้าวงการฟุตบอลของ เลวานดอฟสกี้ ในทีมเยาวชน 1995-1997 Partyzant leszno และได้ย้ายไปอยู่ทีมเยาวชน MKS ในปี 1997-2004และเข้าร่วมสโมสรอาชีพ ในปี 2005 ในทีม เดลตาวาร์ชาวา ซึ่งเลวานดอฟสกี้ ลงเล่นให้ถึง 17 ครั้งและสามารถทำประตูได้ถึง 4 ประตูในครึ่งฤดูกาลนั่นเอง ต่อมาปี 2005-2006 ได้ย้ายเข้าทีมแลเกียวาร์ซาวา 2 โดยลงเล่นได้ 12 นัด ทำประตูได้ 2 ประตู 2006-2008 ย้ายเข้าเล่นให้กับทีม ซญิตช์ปรุชกุฟ ซึ่งลงเล่นในกับทีมนี้ถึง 59 นัด และทำประตูได้มากถึง 36 ประตู และย้ายไปเซ็นสัญญากับ แลคปอซนัญ ในปี 2008-2010 ซึ่งลงเล่น 58 นัด และทำประตูได้ 32 ประตู ต่อมาในปี 2010-2014 เข้าเซ็ยสัญญากับสโมสรดอร์ทมุน ซึ่งก็เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงให้กับทีมดอร์ทมุนอย่างมาก และเรียกเสียงจากแฟนบอลได้อย่างล้นหลาม โดยที่ลงเล่นให้กับสโมสร ดอร์ทมุน 131 นัด และทำประตูได้ถึง 74 ประตู ต่อมาได้ย้ายมาเซ็นสัญญากับทีมสโมสรปัจจุบันที่ทำให้เขาได้มีชื่อเสียงที่โด่งดังจนถึงทุกวันนี้ สโมสรบาเยิร์นมิวนิค ลงเล่นถึง 219 นัดและสามารถทำประตูให้ สโมสรบาเยิร์นมิวนิค ได้ถึง 203 ประตู ซึ่งเป็นศูนย์หน้าให้กับทีมบาร์เยิร์นมิวนิคได้ดีที่สุดตลอดมา และผลงานทีมชาติของ โรเบิร์ต วาเลน ดอฟสกี้ ก็ยังโชว์ผลงานที่ดีที่สุดตลอดมา

ถึงแม้ว่าทีมชาติโปแลนด์ จะไม่ได้ไปต่อในการเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแต่ถึงอย่างไรแล้ว โรเบิร์ต วาเลนดอฟสกี้ ก็ยังเป็นนักเตะที่โชว์ผลงานและพลิกเกมการแข่งขันได้อย่างสนุกสนานคนนึงในทีมเลยก็ว่าได้

กรุ้ปออฟเดธกับแชมป์เก่า 2018 ในศึกฟุตบอลยูโร2020

กรุ้ปออฟเดธ
ทีมชาติฝรั่งเศษ

หลายๆคนคงสงสันว่าคำว่ากรุ้ปออฟเดทคืออะไร กรุ้ปออฟเดทมักจะเกิดขึ้นในการแข่งขันฟุตบอลถ้วยในรอบจับกลุ่มที่เป็นการจับฉลากแต่ละทีมชาติแบ่งกลุ่มกันเข้าไปแข่งขัน ซึ่งแต่ละทีมชาติในศึกฟุตบอลยูโร 2020 นี้ ไม่มีทีมไหนหรอกที่อยากจะเจอทีมแข็งๆก่อนเพราะอย่างน้องถ้าเจอทีมที่พอไปได้เขาก็สามารถที่จะเข้ารอบลึกๆเข้าไปได้นั่นเอง แต่ก็ยังคงมีเรื่องราวอันหน้าตลกเกิดขึ้นในศึกฟุตบอลยูโร 2020 ที่ในกลุ่ม F  ที่ในกลุ่มเจอแต่ยักษ์ใหญ่อย่างประเทศ ฝรั่งเศสที่เป็นแชมป์ในปี 2018 ทีมชาติโปรตุเกต แชมป์เก่ายูโร 2016 ทีมชาติเยอรมัน แชมป์เก่าปี 2014 และทีมชาติฮังการี ที่ดูว่าเหมือนจะอ่อนที่สุดในทีม ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ แฟนบอลชาวฮังการี ก็กุมขมับกับผลการจับฉลากกันเลยก็ว่าได้เพราะไม่มีใครที่อยากจะเจอกับทีมชาติที่เป็นแชมป์เก่ากันหรอกจริงหรือไม่ แต่ยังไงก็ตามในการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 กับจะมี กรุ้ปออฟเดธมาให้เป็นสีสันอยู่เสมอ รายละเอียดฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือฟุตบอลยูโรในสมัยก่อน จะมีเพียงแค่ 16 ทีมเท่านั้น หลังจากจบการแข่งขันนัดสุดท้ายในรอบแรก ก็จะจับเองแชมป์กลุ่มกับรองแชมป์มาไขว้กัน เพื่อที่จะเข้ารอบ 8ทีมสุดท้าย แต่ในปัจจุบันไม่ใช่แบบนั้น เพราะมีการเพิ่มจำนวนทีมการแข่งขันเป็น 24 ทีม ทำให้จำเป็นต้องมีทีมที่ดีที่สุด 3 ทีม และเอาทีมเข้ามาอีก 4 ทีม เพื่อเข้ารอบ 16ทีมสุดท้ายนั่นเอง

เจาะลึกถึงทีมชาติฝรั่งเศส แชมป์เก่าในศึกฟุตบอลยูโร 2018 ร่วงหรือรอด

ฟุตบอลทีมชาติฝั่งเศษ

ซึ่ง ทีมชาติฝรั่งเศษ อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ในปี 2018 เขาเป็นแชมป์ในศึกฟุตบอลยูโร 2018 ซึ่งทีมชาติฝรั่งเศสก่อตั้งขึ้นในช่วงปี 1904 ในช่วงที่เป็นสหพันธ์ฟุตบอลและได้เริ่มแข่งขันขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 1904 โดนนัดแรกของการแข่งขันขัน ฝรั่งเศสพบกับ เบลเยี่ยม และทำผลงานได้อย่างสูสี โดยที่จบเกมทีมชาติฝรั่งเศส เสมอกับทีมชาติเบลเยี่ยมไป 3 ประตูต่อ 3 และในปี 1960 ฝรั่งเศสได้โอกาเป็นเจ้าภาพในศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป แต่พวกเขากับทำได้เพียงรองชนะเลิศอันตับ 3 แต่แล้วในปี 1980 ฝรั่งเศสกลับมาพลิกชะตาอีกครั้งที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมและมี ฉายา ในวงการฟุตบอลว่า สี่เหลี่ยมมหัศจรรย์ โดยทำให้ได้คว้าแชมป์รายการนี้ไปได้โดยที่สามารถอัด ทีมชาติสเปน 2 ประตูต่อ 0 หลังจากการได้แชมป์ก็เหมือนกันทุกๆทีมมีการรักษาแชมป์แต่ด้วยเรื่องของฟุตบอลและทีมการแข่งขันของแต่ละทีมชาติ ก็ต้องกระหายที่อยากจะมีถ้วยไปอวดแฟนบอลของแต่ละประเทศอยู่แล้ว

ทำให้ในศึกชิงแชมป์แห่งชาติในปีต่อๆมา ก็ถือว่าทำผลงานไว้อย่างเป็นที่หน้าพอใจ และยังสามารถทำผลงานในการแข่งขันต่างๆได้อย่างดีแต่เขาก็ยังไม่สารถที่จะรักษาแชมป์ฟุตบอลยูโร ไว้ได้แต่แล้วในศึกฟุตบอลยูโร 2018 เขาสามารถเรียกความมั่นใจของแฟนบอลกลับมาอีก 1 ครั้ง เพราะในศึกครั้งนั้นเขาเป็นทีมที่โดดเด่นมากที่สุดและสร้างผลงานที่หน้าทึ่งให้กับแฟนบอลทั่วโลกโดยที่ทีมชาติฝรั่งเศสสามารถเอาชนะทีมชาติโคเอเชียในรอบชิงชนะเลิศ โชว์ผลงานที่ 4 ประตูต่อ 2 ทำให้เขาสามารถคว้าแชมป์สมัยที่ 2 กลับคืนไปได้อีกครั้งนั่นเอง ถือว่าทีมชาติฝรั่งเป็นทีมที่แข่งแกร่งมากทีมหนึ่งในศึกฟุตบอลยูโรเลยก็ว่าได้

ผลงานปัจจุบันในศึกฟุตบอลยูโร 2020

การแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020

เนื่องด้วยทีมชาติฝรั่งเศสได้เข้าไปอยู่ในกรุ้ปออฟเดธ ซึ่งก็ถือว่ามมีทีมแข็งๆอยู่ในกรุ้ปมากถึง 3 ทีม แต่เขายังสามารถเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้แต่ในศึกฟุตบอลยูโร 2020 นี้เป็นการแข่งขันที่กระหายเพราะเนื่องจากเลื่อนมาแข่งขัน 1 ปีเต็ม ทำให้ทุกทีมที่แข่งขันในรอด 16 ทีมสุดท้ายนั้นดุเดือดเป็นอย่างมากจนในที่สุดในรอบ 16 ทีม สุดท้าย ฝรั่งเศส พบกับ สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2564 เวลาในประเทศไทย การแข่งขันที่ดุเดือดนี้ทำให้ฝรั่งเศส เสมอ 3 – 3 และยิงจุดโทษต่อเวลา ทำให้การยิงจุดโทษเป็นการวัดดวงของแต่ละทีมชาติ แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันของแฟนบอลทีมชาติฝรั่งเศสก็เกิดขึ้น เพราะว่าพ่ายให้กับ สวิตเซอร์แลนด์ด้วยจุดโทษ 4 – 5 นั่นเอง ทำให้ทีมชาติฝรั่งเศสไม่ได้ไปต่อในศึกฟุตบอลยูโร 2020 ในปีนี้นั่นเอง

ความเป็นมาของทีมชาติเดนมาร์กผู้พลิกฟื้นจากความตาย

ทีมชาติเดนมาร์ก
ทีมชาติเดนมาร์ก

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบแรกนัดสุดท้ายของกลุ่ม B เป็นการแย่งชิงทีมที่ผ่านเข้ารอบได้อย่างดุเดือดมากๆในกลุ่มนี้ โดยมี 3 ทีมที่ชิงเข้ารอบอย่าง ฟินแลนด์ รัสเซีย และ เดนมาร์ก โดยที่เราทราบกันดีว่าทีมที่มีโอกาสที่จะเข้ารอบน้อยที่สุดหน้าจะยกให้กับทีมเดนมาร์กเพราะทีมเดนมาร์กเป็นทีมที่ถือได้ว่าในแต่ละปีเขาแทบจะไม่เข้ารอบเลยก็ว่าได้ แถมในปี 2020 นี้เขายังไม่มีคะแนนเลยแม้แต่คะแนนเดียวเพราะเขาแข่งขันแพ้ให้กับทีมฟินแลนด์ และ ทีมชาติเบลเยี่ยม ทีมทั้งสองทีมที่ได้กล่าวมานั้นเข้ารอบไปแล้ว จากการชนะทั้งสองนัด มี 6 คะแนน การที่ทีมชาติเดนมาร์ก จะเข้ารอบได้นั้นจะต้องมีปัจจัยหลายๆอย่างเข้าร่วมด้วยเล่น การที่ให้ทีมชาติเบลเยี่ยมชนะทีมชาติฟินแลนด์มากกว่า 2 ประตูขึ้นไป และทีมชาติเดนมาร์กเองก็ต้องเอาชนะทีมชาติรัสเซียให้ได้หลายประตูเช่นกัน แถมทีมชาติเด่นมาร์กก็ยังมีปัญหาในทีมภายในเรื่องของอุบัติเหตุการวูบไม่ได้สติของนักเตะท่านหนึ่งในทีมชื่อว่า คริสเตียน อิริคเซ่น จนกระทั้งต้องทำ CPR ภายในสนามการแข่งขันเลยก็ว่าได้ ซึ่งทำให้นักเตะตัวสำคัญของทีมชาติเดนมาร์กไม่สามารถช่วยเหลือเพื่อนในทีมได้อีต่อไปในการแข่งขันนี้หรืออาจจะไม่สามารถทำการแข่งขันได้อีกตลอดชีวิตเลยก็ว่าได้

ฟุตบอลยูโร2020

และใน เกมการแข่งขันรอบสุดท้ายของทีมชาติเดนมาร์ก เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเพราะทีมชาติเดนมาร์กสามารถเอาชนะทีมชาติรัสเซียไปได้อย่างขาดลอย ด้วยสกอร์ 4 ประตูต่อ 1 ในขณะที่คูเบลเยี่ยมนั้น สามารถเอาชนะทีมชาติฟินแลนด์ไปได้อย่างดีเช่นกันด้วยสกอร์ 2 ประตูต่อ 0 นั่นเอง ทำให้นั่นเป็นจุดเปลี่ยนแปลงให้กับทีมชาติเดนมาร์กสามารถเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ และยังมีคะแนน 6 คะแนนเป็นที่ 2 ของกลุ่มอีกด้วยเห็นไหมว่าเหตุการณ์ไม่คาดคิดสามารถเกิดขึ้นได้เสมอกับฟุตบอลลูกกลมๆ จากที่ทีมชาติเดนมาร์กเป็นทีมที่แทบจะไม่มีคะแนนในการแข่งขันเลยก็ตาม แต่แล้วก็สามารถพลิกบทบาทในนัดสุดท้ายได้อย่างฉิวเฉียดไปเลยเป็นทีมที่หน้าทึ่งเอามากๆเลยทีเดียว

ความเป็นมาของทีมชาติเดนมาร์ก

ฟุตบอลทีมชาติเดนมาร์ก

ทีมชาติเดนมาร์กเป็นตัวแทนการแข่งขันของประเทศเดนมาร์กที่เริ่มต้นการแข่งขันทีมชาติตั้งแต่ปี ค.ศ. 1908 โดยอยู่ภายใต้สมาคมฟุตบอลประเทศเดนมาร์ก และยังคงแข่งขันอยู่ในการแข่งขันชิงแชมป์ฟุตบอลยุโรปจนถึงปัจจุบัน และ เขายังเคยเป็นแชมป์ฟุตบอลยูโรในปี 1992 อีกด้วย และทีมชาติเดนมาร์กยังเคยเอาชนะฟุตบอลถ้วย คอนเฟดเดอเรชั่นคัพ ในปี 1995 ที่สามารถเอาชนะทีม อเจนติน่า ด้วยสกอร์ 2 ประตูต่อ 0 อีกทั้งผลงานที่ดีที่สุดในทีมชาติเดนมาร์กในฟุตบอลโลก ปี 1998 ทีมชาติเดนมาร์กสามารถเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับทีมชาติบราชิลไปอย่างหน้าเสียดาย ซึ่งทีมชาติเดนมาร์กก็ถือว่าสร้างชื่อเสียงให้กับแฟนบอลชาวเดนมาร์กมาตั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน และเขายังสามารถพลิกวกฤตให้เป็นโอกาสไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันในรอบกลุ่มหรือจะเป็นการแข่งขันในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ไล่ถล่ม ทีมชาติเวลส์ มาแบบขาดลอย 4 ประตูต่อ 0 เขาสามารถเรียกความมั่นใจของแฟนบอลได้ถึง 100% พร้อมท้าชนกับทุกทีมที่ทีมเดนมาร์กจะต้องเจอในรอบต่อๆไป เรียกความมั่นใจเข้ามาขนาดนี้แล้วก็ถือว่าเป็นม้ามืดของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 อย่างทีมโคนมเดนมาร์กนั่นเอง เอาใจช่วย ทีมชาติเดนมาร์ก กันด้วยนะครับ เพราะเขาอาจจะเป็นทีมที่เข้ารอบลึกๆได้อีกทีมนึงก็ว่าได้

เปิดประวัติ คริสเตียโน โรนัลโด้ กับดราม่าต่างๆที่เกิดขึ้นในยูโร 2020

คริสเตียโน โรนัลโด้

จากที่เป็นข่าวใหญ่โตในเรื่องของการแถลงข่าวของ คริสเตียโน โรนัลโด้ ที่เราๆก็ทราบกันดีในเรื่องของการยกน้ำออกจากการแถลงข่าวและยังจะเป็นเรื่องของภาพจำที่เราได้รู้เกี่ยวกับเรื่องของแบ็คซ้ายทีมชาติเยอรมันที่ในอดีตโรนัลโด้เคยปฏิเสธการและเสื้อ เพราะความหัวร้อนในเกมที่พ่ายให้กับทีม อลันตาลา จะทำเขาหัวร้อนและไม่แม้แต่ชายตามองแบ็คซ้ายท่านนั้น จนเป็นเรื่องฮือฮาในการแถลงข่าวของ โรบิน โกเซนส์ ที่พูดถึง โรนัลโด้ เพราะมันเป็นแรงพลักดันให้เขาก้าวเดินและตั้งใจฝึกซ้อมจนสามารถติดทีมชาติเยอรมันในศึกฟุตบอลยูโร 2020 ในปีนี้นั่นเอง แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นที่ฮือฮาของ โรนัลโด้กับเรื่องสราวที่เกิดขึ้นในเรื่องต่างๆทำให้ซุปตาร์ทีมชาติโปรตุเกส เป็นที่หน้าจับตามองของนักข่าวหลายๆสำนักในเรื่องที่เกิดขึ้นนั่นเอง

จุดเริ่มต้นของ คริสเตียโน โรนัลโด้

คริสเตียโน โรนัลโด้ เกิดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ปี 1985 ซึ่งเป็นนักฟุตบอลชาวโปรตุเกสที่มีชื่อเสียโด่งดังระดับโลก ที่แฟนบอลชาวไทยและต่างชาติชื่นชอบในฝีเท้าของเขาและไม่เพียงแต่แฟนบอลที่ชื่นชอบเขาเท่านั้น ยังมีนักเตะอีกมากหลายคนที่ยังชื่นชอบและฝันว่าสักวันจะได้ร่วมแข่งขันบนพื้นสนามเดียวกันกับ คริสเตียโน โรนัลโด้ นั่นเอง จุกเริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอลของเขานั้น จากทีมเยาวชน ในปี 1993 -1995 ฝึกซ้อมกับอังดูรีญา 2ปีต่อมาได้ย้ายไปอยู่ทีมเยาวชน นาซียูนัล และก้าวเข้าสู้ทีมสำรองของ สปอร์ติงลิสบอน ในปี 1997-2000 ต่อมาได้เลื่อนเข้ามาเป็นนักเตะมืออาชีพในทีม สปอร์ติงลิสบอน ลงเล่น 25 นัด ทำประตูได้ 3 ประตู และเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาจนหน้าจับตามองกับฝีเท้าของนักเตะท่านนี้ เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน ได้เห็นถึงความเป็นนักเตะและได้ติดต่อร่วมทำสัญญากับโรนัลโด้ในปี 2003 และนั่นคือจุดกำเนิดควางโด่งดังของการเล่นฟุตบอล เพราะด้วยความสามารถของ คริสเตียโน โรนัลโด้ ที่อยู่ในแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดนั้นถือว่ายอดเยี่ยมและดุเดือดมากที่สุดเลยก็ว่าได้แถมยังมีชื่อเสียงที่โด่งดังโดยที่ใครไม่รู้จัก คริสเตียโน โรนัลโด้นั่นก็คือไม่ใช่แฟนฟุตบอลตัวจริงแน่นอน ด้วยผลงานที่อยู่ที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ที่ลงเล่น 196 นัด ทำประตูได้ถึง 84 ประตู และหลังจากที่จบจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแล้วนั้น ก็ได้ก้าวเข้ามาสู่ลีกลาลีก้า อย่างทีมสโมสรเรอัลมาดริด ที่เป็นจุดเปลี่ยนอีกจุดหนึ่งสำหรับ โรนัลโด้เลยก็ว่าได้ เพราะค่าตัวที่แพงขึ้นมากๆและได้มาค้าแข้งกับสโมสรเรอัลมาดริด ยังคงโชว์ผลงานที่ยอดเยี่ยมและโดดเด่นให้กับแฟนบอลได้ชื่นชมอยู่เสมอ โดยที่เขาลงเล่นให้กับทีมสโมสร เรอัลมาดริดถึง 292 นัด และทำประตูให้กับทีมถึง 311 ประตู จึงทำให้เขาเป็นนักเตะที่โด่งดังระดับโลก ทีมีแค่ทีมสปอนเซอร์จะเข้าหา เพราะอะไรที่โรนัลโด้ใส่ สินค้าจะ SOLD OUT ทันทีเช่นกัน จนปัจจุบันเขาได้ย้ายไปค้าแข้งกับทีมสโมสรยูเวนตุสซึ่งลงเล่นให้ทีม 97 นัด โชว์ผลงานด้วยการทำประตูไปถึง 81 ประตูนั่นเอง ซึ่งด้วยอายุก็ถือว่าประสบการณ์ของเขาช่างแน่นมากในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

การแข่งขันให้กับทีมชาติโปรตุเกส

ซึ่งโรนัลโด้เริ่มจากการแข่งขันให้กับทีมชาติโปรตุเกสในปี 2001 ในรุ่นของเยาวชนไม่เกิน 15 ปีโดยสามารถทำประตูได้ถึง 7 ประตูและลงแข่งขันไปถึง 9 นัดถือว่ายอดเยี่ยมตั้งแต่เด็กๆเลยทีเดียว และต่อมาก็ได้เข้าร่วมทีมชาติอีกครั้งและได้ย้ายเข้าไปอยู่ในรุ่นไม่เกิน 17 ปี ทำประตูให้กับทีมชาติเยาวชนโปรตุเกสได้ถึง 5 ประตู และในปี 2002-2003 ได้เข้าร่วมทีมชาติอายุไม่เกิน 21 ปี ลงแข่ง 5 นัดทำประตูได้ 1 ประตู 2003 -2004 คริสเตียโน โรนัลโด้ ก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันให้กับทีมเยาวชนอายุไม่เกิน 23 ปี และก้าวเข้าสู้ทีมชาติโปรตุเกสชุดใหญ่อย่างเป็นทางการตั้งแต่ ปี 2003 เป็นต้นมาซึ่งถือว่าเป็นการรับใช้ทีมชาติโปรตุเกสที่ยาวนานมากๆสำหรับนักเตะอย่าง คริสเตียโน โนนัลโด้ เลยก็ว่าได้ แถมเขาลงเล่นให้กับทีมชาติโปรตุเกสไปถึง 179 นัด ทำประตูได้ถึง 109 ประตูกับการรับใช่ทีมชาติของเขาก็ถือว่าไม่น้อยเลนทีเดียว

ถึงในศึกฟุตบอลชิงแชม์แห่งชาติยุโรปในปี 2020 นี้ทีมชาติโปรตุเกสของ คริสเตียโนโรนัลโด้จะไม่ได้ไปต่อในรอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่อย่างไรก็ตามผลงานในปีนี้ของโรนัลโด้ก็ถือว่าทำเต็มที่ที่สุดแล้วในตำแหน่งกัปตันทีม วัย36 ปี ซึ่งถือว่าเป็นความภาคภูมิใจอีก 1 เรื่องในชีวิตของเขาที่ในปี 2020 ได้ดำรงตำแหน่งกัปตันทีมชาติโปรตุเกสอีกครั้งนั่นเอง