เรื่องราวของทีมชาติอิตาลีปี 2006 จนถึงปัจจุบันกับแชมป์ยุโรปปี 2020

เรื่องนี้จะเป็นเรื่องราวต่างๆของทีมชาติอิตาลีในตอนสุดท้ายที่เกิดขึ้น เริ่มต้นความล้มเหลวอีกครั้งของทีมชาติอิตาลี มาร์เชลโล ลิปปี ได้ประกาศตัวลาออกจากผู้จัดการทีมชาติอิตาลีในการแข่งขันยูโร 2008 และแต่งตั้งโดนาโดนี ขึ้นมาเป็นผู้จักการทีมชาติแทนแต่แล้วแรกๆก็สร้างผลงานได้ดีเยี่ยม พอมาช่วงท้ายๆในช่วง 16ทีมสุดท้ายก็ไม่สามารถไปต่อได้และทำให้แพ้ทีมชาติสเปนไปในการดวลจุดโทษทำให้ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปในที่สุดทำให้ สหพันธ์ฟุตบอลทีมชาติอิตาลี ไม่พอใจเป็นอย่างมากและทำให้เขาตัดสินใจที่จะปลด โดนาโดนี ออกจากการเป็นผู้จัดการทีมและกลับมาแต่งตั้ง มาร์เซลโล ลิปปี เป็นผู้จัดการทีมอีกครั้ง ต่อมาหลังจากนั้นในปี 2010 พวกเขาตกรอบแรกของหารแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ซึ่งเป็นเรื่องที่หน้าทึ่งมากๆเพราะถือว่าเป็นกลุ่มที่เป็นทีมแข็งแกร่งแต่พวกเขาก็แพ้ให้กับทีมชาติสโลวาเกีย จนตกรอบแรกไปในที่สุดนั่นเอง และถือว่าเป็นครั้งแรกของทีมชาติอิตาลีที่ไม่สามารถพ้นรอบแรกไปได้นั่นเอง

ก้าวเติมโตขึ้นอีกครั้งในปี 2010-2014

การประกาศลาออกของผู้จัดการทีมคงเป็นเรื่องปกติของทีมชาติอิตาลีเพื่อหาคนที่เข้ามาเป็นหัวสมองของทีมชาติ ทำให้การเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติอย่างมากโดยที่หลังจากหมดยุคของ มาร์เซลโล ลิปปี ผู้ที่ได้เข้ามารับตำแหน่งต่อก็คือ เซซาเร่ ปรันเดลลี่ โดยที่พาทีมไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ โดยในรอบชิงชนะเลิศครั้งนั้นเขาแพ้ให้กับทีมชาติสเปนทำได้เพียงเป็นแค่รองแชมป์ยุโรปเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ถือว่าเป็นผลงานที่ดีระดับหนึ่งของผู้จัดการทีมคนใหม่เพราะต่อมาก็ยังเข้ารองรองชนะเลิศรายการอื่นๆเช่นรายการ คอนเฟเดอเรชันคัพ 2013 แต่พ่ายให้กับอุรุกวัยในการดวลจุดโทษนั่นเอง และในปี 2014 ก็เป็นจุดเปลี่ยนของ ปรันเดลลี่ ที่พ่ายแพ้และตกรอบแรกฟุตบอลโลกอีกครั้ง ซึ่งก็เป็นครั้งที่ 2 ของทีมชาติอิตาลี ซึ่งเขาพบความพ่ายแพ้อีกครั้งกับฟุตบอลโลกทำให้ผู้จัดการทีมอย่าง ปรันโดลี่ ได้ยอมรับความพ่ายแพ้และได้ลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีมไปนั่นเอง

ยุคของโรแบร์โต มันชินี ผู้สร้างชื่อเสียงให้ทีมชาติอิตาลี

โรแบร์โต้ มันชินี

จากที่เราอ่านเรื่องราวของ โรแบร์โต้ มันชินี มาแล้วมากมายจากแหล่งข่าวอื่นๆซึ่งก็เปิดประวัติต่างๆของโรแบร์โต้ มันชินี่ มามากพอสมควรอยู่แล้วนั้น ในปี 2018 เขาได้รับเลือกจากสมาคมฟุตบอลทีมชาติอิตาลี ให้ขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมชาติอิตาลี และมันชินี่นี่แหละที่เป็นหัวสมองที่สำคัญให้กับทีมชาติอิตาลีมาตั้งแต่ปี 2018 ที่เขาได้รับเลือกเพราะเขาเป็นนักเตะสู่ผู้จัดการทีม เขารู้ดีว่านักเตะต้องการอะไร และใช้สมองที่ฉลาดแก้เกมรุกและรับได้อย่างโดดเด่นมากๆนั่นเอง ซึ่งในปี 2020 นี้ มันชินี่ ทำผลงานให้ ทีมชาติอิตาลี ได้โชว์ฟอร์มเทพ และเป็นฟอร์มที่ใครก็เที่ยบชั้นไม่ได้เพราะเขามาเหนือทีมอื่นจริงๆ เขาสามารถเอาชนะทีมแข่งขันจากรอบแบ่งกลุ่ม 10 นัดรวด เก็บได้ 30 คะแนนเต็ม และในวันที่ 11กรกฎาคม ที่ผ่านมา โรแบร์โต้ มันชินี่ ก็ทำให้รู้ว่าเขามีความสามารถที่จะพาทีมชนะเลิศในศึกฟุตบอลยูโร 2020 ได้อย่างขาดรอยนั่นเอง และนี่ก็คือที่มาและความเป็นมาของทีมชาติอิตาลีตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันที่บอกได้เลยว่าเป็นทีมชาติที่ล้มลุกคุกคลานมาโดยตลอด แต่ก็ยังสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้ดีที่สุดนั่นเอง

อดีตสู่ปัจจุบันของทีมชาติอิตาลี

ทีมชาติอิตาลี

หลังจากที่ย้อนเวลากลับไปจุดเริ่มต้นของ ทีมชาติอิตาลี จนถึงปี 1986 ที่มีเรื่องราวมากมายของทีมชาติอิตาลี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่หน้ายินดีและเรื่องราวที่เป็โศกอนาฏกรรมต่างๆและยุคที่ตกต่ำของฟุตบอลทีมชาติอิตาลี ทีมชาติอิตาลีก็ยังถือว่าล้มลุกคลุกคลานมาตลอดในช่วงนั้นแต่ก็ยังสามารถเรียกความเป็นทีมชาติอิตาลีกลับคืนมาได้เช่นเดียวกัน แต่ถึงแม้ว่าจะได้กลับมาเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกแล้วก็ตามแต่ก็มีช่วงจังหวะหนึ่งในของแต่ละปีที่เขาไม่สามารถไปต่อได้ และรักษาแชมป์ไว้ได้ โดยบางครั้งอาจจะตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย หรือตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย หรือไม่ก็อาจจะตกรอบแรกรอบคัดเลือกเลยก็ว่าได้ อย่างที่ทราบกันดีไม่มีอะไรที่ยั่งยืนกับลูกกลมๆของฟุตบอลอย่างแน่นอน แฟนบอลทั่วโลกทราบกันดีอยู่แล้ว ถึงยังไง ทีมชาติอิตาลี ก็กลับมาคืนฟอร์มอีกครั้งและเป็นรองแชมป์โลกอีกครั้งในปี 1988 และในปี 1990 ที่ได้กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้ง และทำทีมได้ดีมากๆโดยที่ไม่เสียประตูเลยใน 5 นัดแรกของการแข่งขัน แต่ก็ไม่สามารถเป็นแชมป์ได้แพ้ให้อาร์เจนตินาในการดวลจุดโทษไป 3 ต่อ 4 ประตู และในปี 1993 อิตาลีได้ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ของโลกเป็นครั้งแรกที่เป็นการจัดอันดับขึ้นของ สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ

รองแชมป์ยุโรปและยุคทองของ โจวันนี  1996-2004

โจวันนี ตราปัตโตนี

ในปี 1996 ทีมชาติอิตาลีได้ตกรอบแรก ซึ่งกับเรื่องของลูกฟุตบอลบอกได้คำเดียวเลยว่าต้องอย่าหวังกับฟุตบอลลูกกลมๆ 1 ลูกที่อยู่ในสนามเพราะเราคาดเดาไม่ได้เลยว่าเราจะเอาชนะลูกฟุตบอลลูกนี้ได้หรือไม่ ซึ่งต่อมาอิตาลีก็ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกปี 1998 โดยที่แพ้ทีมชาติฝรั่งเศสในการดวลจุดโทษนั่นเอง ต่อมาในปี 2000 เป็นการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2000 แต่ก็ต้องพ่ายให้กับทีมชาติฝรั่งเศษอีกครั้งในรอบชิงชนะเลิศในช่วงต่อเวลาพิเศษนั่นเองและต่อมาถือได้ว่าเป็นยุคถือกำเนิดผู้จัดการทีมอย่าง โจวันนี ตราปัตโตนี แต่ใช่ว่าจะเป็นการจัดการทีมที่ดีเพราะเป็นการจัดการทีมของ โจวันนี ที่ถูกวิพาร์กวิจารณ์กันมากที่สุดและเป็นผลงานที่ย่ำแย่ที่สุดของทีมชาติอิตาลีเลยก็ว่าได้

แชมป์โลกอีก 1 สมัยที่รอคอย

ฟุคบอลโลกปี 2006

ในปี 2006 ทีมชาติอิตาลี ได้ประกาศตั้ง มาร์ เชลโล ลิปปี เข้ามาทำหน้าที่ในการแข่งขันฟุตบอลโลกแทน โจวันนี ที่ทำผลงานที่ตกต่ำในยุค 2004 และทำหน้าที่ได้ดีมากๆเขาสามารถผ่านเข้ารอบ 16 ทีม 8 ทีม รองชนะเลิศและเข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในฟุตบอลโลกได้ ที่เป็นการแข่งขันระหว่างทีมชาติอิตาลี และทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการพูดเรื่องราวจากแฟนบอลในสนามถึงการปะทะของซูปตาร์ทั้งสองทีม แต่ถึงอย่างไรแล้วทีมชาติอิตาลีก็สามารถเอาชนะทีมชาติฝรั่งเศสด้วยการดวลจุดโทษ ไปถึง 5 ประตูต่อ 3 ประตู จนได้เป็นแชทป์ฟุตบอลโลยสมัยที่ 4 ลำดับต่อไปนั่นเอง

ยุคต่างๆของทีมชาติอิตาลี แชมป์ฟุตบอลยูโร 2020

จากที่เมื่อวานได้พูดถึง การแข่งขันและการคว้าแชมป์ของทีมชาติอิตาลี แล้วนั้น ก็ยังมีอีกมากมายที่แฟนบอลทีมชาติอิตาลียังไม่รู้ถึงเรื่องราวของทีมชาติอิตาลีที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสำเร็จ ความล้มเหลวในยุคก่อตั้งหรือจะเป็นยุคหลังสงครามโลกมาเรื่องๆ ซึ่งในตอนที่แล้วก็พูดถึงเรื่องหลังจากยุคสงครามโลกที่เป็นยุคตกต่ำมากที่สุดของทีมชาติอิตาลี จนกระทั่งการเริ่มต้นให้และเริ่มจากการได้เป็นแชมป์ฟุตบอลยุโรสมัยแรก ในปี 1968 ที่จะมีอะไรที่หน้าตื่นเต้นต่อไปเขาจะสามารถที่จะแก้วิกฤตให้เป็นโอกาสทางด้านกีฬาของเขาได้หรือไม่เรามาตามอ่านเรื่องราวของทีมชาติอิตาลีกันต่อได้ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น

แชมป์ฟุตบอลยูโร ทีมชาติอิตาลี ปี 1968

เริ่มต้นหลังจากที่ในยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฟุตบอลทีมชาติอิตาลีดูตกต่ำขึ้นไปแต่ทีมชาติอิตาลีก็ไม่ยอมแพ้ ในการฝึกซ้อมฟุตบอลต่างๆ ความพร้อมของนักเตะและความแข็งแกร่งของทีม จนในปี 1968 เป็นปีทองของทีมชาติอิตาลี เพราะเป็นปีที่มีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ซึ่งหลังจากโศกนาฏกรรมก่อนหน้านี้ก็เป็นปีที่หน้ายินดีของทีมชาติอิตาลีเพราะ อิตาลีได้คว้าแชมป์ฟุตบอลยูโรในปี 1968 ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยถือว่าอิตาลีเป็นแชมป์รายการใหญ่ในรอบ 30 ปีเลยก็ว่าได้ นี่ก็เลยถือว่าเป็นเรื่องยินดีของทีมชาติอิตาลีในการแข่งขันในปี 19687 มากๆ ต่อมาหลังจากที่เรียกคืนความเป็นทีมชาติอิตาลีได้แล้วนั้น ในปี 1970 ที่เขาสามารถพาทีมเช้ารอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกในรอบ 32 ปี โดยเจอคู่ปรับเก่าอย่างเยอรมันแต่แล้วก็สามารถเอาชนะในการเตะจุดโทษได้ 5 ประตูจาก 7 ประตู แต่แล้วก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติบราซิลย่อยยับในรอบชิงชนะเลิศ 1 ประตูต่อ 4 จนได้เป็นรองชนะเลิศจากทีมชาติบราซิล แต่ก็ถือว่าเป็นยุคที่เรียกเสียเฮให้กับแฟนบอลทีมชาติอิตาลีอย่างมากเลยทีเดียว

แชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 3 ในปี 1982

หลังจากที่ในก่อนหน้านี้ที่ทีมชาติอิตาลีได้แชมป์ฟุตบอลยูโร 1968 และเป็น รองแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1970 ต่อมาก็อาจจะมีการตกรอบและไม่สามารถรักษาแชมป์ได้ต่อไปจนกระทั่งในปี 1982 ที่ทีมชาติอิตาลีได้กลับมาได้แชมป์ฟุตบอลโลกในสมัยที่ 3 อีกครั้ง โดยที่เป็นการลุ้นของแฟนบอลที่ดุเดือดมากๆเพราะอิตาลีพบกับเยอรมัน ซึ่งเป็นคู่ปรับเก่ากันมาพอสมควรในการแข่งขันฟุตบอลโลกนั่นเอง แต่อิตาลีก็สามารถที่จะได้แชมป์ในปี 1982 ได้อีกครั้งและยังเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 3 ของทีมชาติอิตาลีที่บอกได้คำเดียวว่า แฟนบอลทีมชาติอิตาลีต้องภูมิใจมากจริงๆ และยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ ยังมีเรื่องราวต่างๆอีกมากมายของทีมชาติอิตาลีที่แฟนบอลยังไม่ทราบเราจะมานั่งเล่าเรื่องราวของทีมชาติอิตาลีต่อให้คุณได้อ่านในตอนหน้า

แฟนบอลเฮ !! แชมป์ฟุตบอลยูโร2020

แชมป์ฟุตบอลยูโร2020

จากการแข่งขันรอบชนะเลิศของศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่อังกฤษพบกับอิตาลี เมื่อวานที่ผ่านมาเราก็ได้ทราบกันแล้วว่าทีมชาติใดได้แชมป์ในศึกครั้งนี้ ซึ่งอย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าทีมชาติที่ได้แชมป์นั้นคือทีมชาติอิตาลี ที่เอาชนะในการยิงจุดโทษไป 3 ประตูต่อ 2  ซึ่งเป็นเรื่องที่หน้ายินดีมากๆเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ที่แฟนบอลทั่วโลกของทีมชาติอิตาลีก็ต่างแห่กันชื่นชมยินดีกับทีมชาติอิตาลีที่ได้ แชมป์ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ซึ่งแฟนบอลบางบ้านคงยังไม่รู้จักทีมชาติอิตาลีที่แท้จริง เรามาเริ่มทำความรู้จักทีมชาติอิตาลีกันแบบลึกซึ้งตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันว่ามีอะไรหน้าสนใจบ้างกับทีมชาติอิตาลีนี้บ้าง

การเริ่มต้นของทีมชาติอิตาลี

โรแบร์โต้ มันชีนี

ทีมชาติอิตาลีเริ่มต้นจากการดูแลของ สมาคมฟุตบอลประเทศอิตาลี และประเทศอิตาลีเป็นทีมชาติที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันฟุตบอลเป็นอย่างมาก โดยที่ทีมชาติอิตาลีชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลก 4 สมัยคือปี 1934 1938 1982 และ 2006 ซึ่งก็เป็นตำนานอิตาลีที่เป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 4 สมัยนั่นเอง และไม่ได้ชนะเลิศแต่ฟุตบอลโลกเท่านั้น ยังมีแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ถึงสองสมัยคือปี 1968 และปี 2020 ปีปัจจุบันนั่นเอง ที่พึ่งผ่านมาสดๆร้อนๆเลยก็ว่า และเริ่มต้นก่อตั้งทีมชาติอิตาลีในปี 1898 ทีออฟฟิตอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ ซึ่งปัจจุบันมีผู้จัดการทีมชื่อ โรแบโต้ มันชีนี ผู้จัดการทีมดีเดือดและดุดันของอิตาลี ผู้ที่มีความรู้เป็นศูนย์หน้าเก่าของทีมชาติอิตาลีในอดีตและผันตัวเองมาเป็นผู้จัดการทีมโดยที่เอาความรู้ความสามารถของตนเองตอนที่เป็นนักเตะศูนย์หน้าเข้ามาจัดการทีมได้ดีมากๆแถม ทีมชาติอิตาลี ก็เป็นทีมชาติทีตัวรุกและตัวรับแน่นเหนียวเป็นอย่างมากทำให้ทีมชาติอิตาลีในปี 2020 นี้เป็นทีมชาติที่แข็งแกรงมากๆทีมหนึ่งนั่นเอง โดยที่ทีมชาติอิตาลีมีสีประจำทีมชาตินั่นคือสีฟ้าอ่อน และเป็นแถบสีที่ใช้ในสัญลักษณ์ประจำทีมชาตินั่นเอง

ยุคแรกๆของทีมชาติอิตาลี

ทีมชาติอิตาลี

การรวมตัวของนักเตะทีมชาติอิตาลีเริ่มต้นขึ้นในปี 1899 ในการพบกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ โดยที่ทีมชาติอิตาลีแพ้แบบราบคราบไปที่ 2ประตูต่อ 0 ไม่สามารถตีไข่ทำประตูแตกได้เลยในตอนนั้น แต่ล้วก็มีการแข่งขันอีกครั้งนึงซึ่งเป็นการแข่งขันที่จัดการแข่งขันครั้งแรกของ ทีมชาติอิตาลี โดยที่อิตาลีแข่งขันกับฝรั่งเศส และถล่มฝรั่งเศสไปที่ 6 ประตูต่อ 2 เมื่อวันที่ 15 พค ปี 1910 และความสำเร็จแรกของทีมชาติอิตาลีนั่นก็คือ การที่เค้าสามารถขว้าเหรียญทองแดงในกีฬาโอลิมปิก ในปี 1928 และต่อมาได้เข้าร่วมการแข้งขันฟุตบอลโลกและทีมชาติอิตาลีก็คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ และสามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้ในปี 1983 ซึ่งเป็นการดูแลเอาใจใส่ของนักฟุตบอลและ วิตโตรีโอ ปอโซ ผู้จัดการทีมชาติอิตาลีนั่นเอง และเข้ามาในยุคที่อิตาลีตกต่ำที่ได้รับผลกระทบขากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นทีมชาติอิตาลีที่ต้องสูญเสียนักเตะจากเหตุการณ์เครื่องบินตกไป 1 คน และก็เป็นทีมชาติอังกฤษที่เชื่อว่าเป็นจุดต่ำสุดของทีมชาติเพราะ ฟุตบอลโลกตกรอบแรก ไม่เข้าชิงแชมป์อะไรเลยในช่วงนั้น ซึ่งถือว่านี่เป็นพาสแรกๆของการแข่งขันฟุคบอลของทีมชาติอิตาลีที่เป็นแชมป์ฟุตบอลยุโรปในปี 2020 นี้ ซึ่งความเป็นมายังไม่หมดเพียงแค่นี้เท่านั้นยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ทุกคนต้องทราบ ในเรื่องราวต่อไป

ชิงชนะเลิศแชมป์ฟุตบอลยูโร 2020

เมื่อเวลา 02.00 ที่ผ่านมาได้เริ่มต้นการแข่งขันศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี 2020 รอบชิงชนะเลิศ ที่อังกฤษพบกับอิตาลี โดยที่ทั้งสองทีมเป็นทีมที่ฟ่าฟันอุปสักต่างๆในปี 2020 มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดราม่าต่างๆหรือแม้แต่เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในการแข่งขันในปี 2020 นี้ตั้งแต่ตอบคัดเลือกนั่นเอง ซึ่งทั้งสองทีมก็สามารถฟันฟ่าอุปสักต่างๆให้ผ่านเข้ามาถึงรองชิงชนะเลิศได้นั่นเอง ซึ่งแฟนบอลของทั้งสองทีมก็มีความหวังว่าทีมของตนจะได้เป็นแชมป์ในศึกครั้งนี้ 100% แต่การคาดคเนของกูรูผู้รู้เรื่องบอลก่อนการแข่งขันกลับมองว่า ทีมชาติอิตาลี เป็นฝ่ายที่จะได้แต้มไปก่อนและเป็นต่อทีมชาติอังกฤษอยู่เหนือมากๆ เพราะเนื่องจากว่าอิตาลีเป็นทีมชาติที่มีแต้มสูงกว่าทีมชาติอยู่มากจึงเป็นการคาดเดาที่สมเหตุสมผลสำหรับกูรูผู้รู้เรื่องฟุตบอลนั่นเอง

ในเวลาการแข่งขัน

ซึ่งอังกฤษเป็นทีมที่เปิดเกมก่อนและภายใน 1 นาที ก็สามารถทำประตูได้ นำทีมชาติอิตาลีไป 1 ประตูต่อ 0 ซึ่งเป็นเกมรุกที่ค่อนข้างดีเลยก็ว่าได้ เปิดรายชื่อ 11 ตัวจริง ของทั้งสองทีม ทีมชาติอังกฤษ จอร์แดน พิคฟอร์ด GK แฮร์รี่ แม็คไกวร์ จอห์น สโตนส์ ไคล วอลเกอร์ ลุค ชอว์ คีแรน ทริปเปียร์ ดีแคลนไรซ์ คัลวิน ฟิลลิปส์ เมสัน เมาท์ ราฮีม สเตอร์ลิง และแฮร์รี เคน ทีมชาติอิตาลี จิอันลุยจิ ดอนนารุมมา GK เลโอนาร์โด โบนุชชี จอร์โจ คิเอลลินี เอเมอร์สัน โจวานนี ดิลอเรนโซ นิโคโล บาเรลลา จอร์จินโญ มาร์โก แวร์รัตติ เฟเดริโก เคียซา ลอเรนโซ อินซินเญ และ ชิโร อิมโม บิเล ซึ่งรายชื่อ 11 ตัวจริง

ทั้งหมดนี้เป็นนักเตะที่ทำให้การแข่งขัน 90 นาที แรกเป็นวินาทีที่แฟนบอลทุกคนลุ้นกันไปตามๆกัน ซึ่งก็ดุเดือดอย่างมาก เพราะเพียงแค่นาทีแรก คีแรน ทริปเปียร์ เปิดบอลไปที่เสาสอง ลุคซอว์ วอลเลย์ด้วยซ้ายเข้าตาข่ายอย่างสวยงามที่สุดนั่นเอง ทำให้แฟนบอลทีมชาติอังกฤษเฮลั่นสนามเพราะเป็นเจ้าบ้านในการแข่งขันครั้งนี้ แต่แล้วก็พลัดกันลุกและรับกันอย่างต่อเนื่อง จากนั้นในนาทีที่ 28 เป็นโอกาศของอิตาลี ที่จะสามารถยิงเข้าโกลแต่แล้วก็ทำได้เพียงข้ามคานออกไป ทำให้แฟนบอลของอิตาลีนั้น เฮเกล้อในลูกนี้ จบเกมครึ่งที่ทีมชาติอังกฤษนำ 1 ประตูต่อ 0 กลับมาที่ครึ่งหลัง นาทีที่ 51 อิตาลีได้ฟรีคลิกระยะใกล้ แต่ก็ไม่สามารถทำประตูได้เช่นเดิม และในครึ่งหลังอิตาลีเป็นฝ่ายบุกมากกว่าทีมชาติอังกฤษแต่ก็ยังไม่สามารถทำประตูได้จนถึงนาทีที่ 67 ที่ทีมชาติอิตาลีได้ประตูตีเสมอเป็น 1 ประตูต่อ 1 โดยลูกปรี่ซ้ำของ เลโอนาร์โด โบนุชชี เข้าตุงตาข่ายอย่างสวยงาม โดยที่จบ 90 นาทีด้วยการเสมอ 1 ประตูต่อ 1 และต้องเข้ามาลุ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่ทั้งสองทีมชาติก็ไม่สามารถทำประตูเพิ่มได้ จนต้องทำการยิงจุดโทษ แต่แล้วการยิงจุดโทษก็เป็นทีมชาติอิตาลี ที่เป็นฝ่ายชนะไป 3 ประตูต่อ 2 และทีมชาติอิตาลีก็คว้าแชมป์ไปได้อย่างสวยงาม

ความสำเร็จของทีมชาติอังกฤษในรอบ55ปี

ทีมชาติอังกฤษ

ตั้งแต่เริ่มต้นการแข่งขันศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 ตั้งแต่แรกเริ่ม ทีมชาติอังกฤษ พึ่งจะได้เขาชิงชนะเลิศครั้งแรกในรอบ 55 ปี โดยที่เขาเองได้เพียงแต่เป็นรองชนะเลิศเท่านั้นที่ทำผลงานได้ดีที่สุด และก็เข้ามาได้แค่ 8 ทีมสุดท้าย และ16ทีมสุดท้ายเท่านั้น แต่มาในปีนี้กลับสร้างผลงานที่หน้าทึ่งมากๆกับการทีทีมชชาติอังกฤษได้เข้าชิงชนะเลิศในปี 2020 นี้ โดยที่เป็นความสำเร็จของทีมชาติอังกฤษ และ แกเร็ธ เซาธ์เกต โค๊ชทีมชาติอังกฤษ ที่สามารถนำทีมของเขาเข้ามาสู่รอบชิงชนะเลิศได้นั่นเอง เพราะเป็นครั้งแรกในรอบ 55 ปี ทำให้ความตื่นเต้นและความกดดันมากๆในครั้งนี้ว่าจะสามารถสู้ศ฿กครั้งนี้ได้หรือไม่และผลลัพธ์ในศึกครั้งนี้จะดีหรือไม่ดีอย่างไร และจะสามารถนำทัพไปเอาชนะทีมคู่แข่งอย่างทีมชาติอิตาลีได้หรือไม่ เพราะทีมชาติอิตาลีก็มีจุดแข็งที่ แกเร็ธ เซาธ์เกต คาดไม่ถึงก็ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการที่เราคาดเดาอาจจะไม่แน่นอน เพราะยังไงแล้วทีมชาติอังกฤษและทีมชาติอิตาลี จะต้องงัดไม้เด็กฝีเท้าที่แข็งแกร่งออกมาในรองชิงชนะเลิศอย่างแน่นอน

ดราม่า แกเร็ธ เซาธ์เกต ก่อนที่จะโด่งดังในศึกยูโร 2020

ฟุตบอลยูโร 2020

ในสมัยปี 1996 ที่มีการเล่าเรื่องการผ่านร้อนผ่านหนาวต่างๆในทีมชาติอังกฤษ ที่ในปี 1966 ที่เราได้แชมป์โลกไปแล้วและในปี 1996 เราต้องได้แชมป์ฟุตบอลยูโรเช่นกัน ปรากฎว่าทีมชาติอังกฤษเข้าไปถึงได้เพียงรอบรองชนะเลิศเพราะแพ้จุดโทษให้กับทีมชาติเยอรมันนีนั่นเองโดยคนที่ยิงจุดโทษพลาดที่ทำให้ทีมชาติอังกฤษพ่ายแพ้ทีมชาติเยอรมันนีในปี 1996 นั่นก็คือ แกเร็ธ เซาธ์เกต นั่นเองใช้แล้วครับเป็นคนเดียวกับที่ใน ปัจจุบันพาทีมชาติอังกฤษเข้าชิงแชมป์ศึกฟุตบอลยูโร 2020 ในปีนี้นั่นเอง ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเปลี่ยนของ เซาต์เกต ในการใช้ชีวิตตั้งแต่นั้นมา เพราะเขาเองก็เป็นกุนซือที่ไม่ได้โดดเด่นในเรื่องของบุคลิกหรือแท็กติกใดๆนักเพราะเขาเองเป็นคนที่ไม่โดดเด่นและหิวแสงขนาดนั้นเขาจึงรู้สึกว่า ไม่จำเป็นที่ต้องโด่งดังมากถึงกุนซือคนอื่นๆนั่นเอง เพราะชีวิตของเขาดูธรรมดาเรียบง่าย การใช้ชีวิตที่ธรรมดาจนแฟนบอลของทีมชาติอังกฤษมองว่า เซาธ์เกตไม่สามารถที่จะพาทีมชาติอังกฤษมาเป็นแชมป์หรือเข้ารอบชิงชนะเลิศได้แน่นอน แต่ในตอนนี้เชื่อว่าแฟนบอลทีมชาติอังกฤษต้องเปลี่ยนวิธีคิดเสียให้เพราะ ในความไม่หวือหวาของเขากลับทำให้เขาจัดแจงและพาทีมชาติอังกฤษเข้าชิงชนะเลิศได้อย่างดีที่สุดนั่นเอง

ประวัติ  แกเร็ธ เซาธ์เกต

แกเร็ธ เซาธ์เกต

เซาธ์เกตเริ่มต้นการเล่นฟุตบอลในปี 1988-1995 ในสโมสรคริสตัลพาเลซ ซึ่งลงเล่น 152 ครั้ง ทำได้ 15ประตู และได้ย้ายเข้าไปอยู่ที่ แอสตันวิลล่า ในปี 1995-2001 ลงเล่น 192 นัด ทำประตูได้ 7 ประตูเท่านั้น เพราะเขาดูไม่ค่อยโดดเด่นเพราเป็นตัวเซนเตอร์ฮาฟ และในปี 2001-2006 ย้ายไปเล่น มิดเดิลส์เบรอ ลงเล่น 160 ครั้งทำได้เพียง 4 ประตูเท่านั้น นั่นเป็นบทบาทของเซาธ์เกต ที่เป็นจุดเริ่มต้นจนกระทั่งย้ายเข้าเป็นผู้จัดการทีม มิดเดลส์เบรอ ในปี 2007-2009 แต่ก็ถือว่าทำผลงานยังไม่ดีพอ และชื่อของเขาได้เลือนรางหายไปและมาเริ่มต้นในการเป็นโค๊ชอีกครั้งในปี 2013 – 2016 ในทีมชาติอังกฤษ อายุไม่เกิน 23 ปี และในปี 2016 จนถึงปัจจุบัน เกิดเรื่องราวมากมายกับตัวของเขาและถูกดันขึ้นมาเป็นโค๊ชทีมชาติชุดใหญ่ของอังกฤษนั่นเอง ซึ่งในคืนนี้ก็จะพบกับ การแข่งขันชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรองชิงชนะเลิศ ซึ่งในคืนนี้ทีมใดจะได้แชมป์เรามาลุ้นไปพร้อมๆกันได้เลย

ประวัติทีมชิงแชมป์ฟุตบอลแห่งชาติยุโรป 2020

ทีมชาติอังกฤษ

อย่างที่เราทราบกันดีว่าทีมที่จะเข้าชิงชนะเลิศเป็นทีมไหนบ้างตามข่าวและข้อมูลต่างๆจากเว็บไซด์ต่างๆก็คงไม่พ้น ทีมชาติอังกฤษและทีมชาติอิตาลี ที่จะแข่งขันกันในวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 เวลา 02.00 เวลาประเทศไทยถ่ายทอดสดที่ช่อง NBT โดยถือว่าทั้งสองทีมนี้เป็นทีมที่ดุเดือดมากๆตั้งแต่การแบ่งส่ายที่ทั้งสองทีมโชว์ฟอร์มได้อย่างดุเดือด จนถึงรอบแบ่งกลุ่มที่ทีมชาติอิตาลีที่ไม่แพ้ใครเลยและทีมชาติอังกฤษที่ฟาดฟันทีมคู่แข่งจนได้เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายและ8 ทีมสุดท้ายตามลำดับ และในรอบรองชนะเลิศก็ยังถือว่าดุเดือดในการแข่งขันกับทีมเดนมาร์ก ที่ทีมชาติอังกฤษพลัดกันรุกและรับกับทีมชาติเดนมาร์กจนในที่สุดเป็นทีมชาติอังกฤษที่ได้เข้ารอบชิงชนะเลิศไปพบกับทีมชาติอิตาลี่นั่นเอง และวันนี้เราก็อยากจะมาให้ความรู้ในเรื่องของทีมชาติอิตาลีตั้งแต่ จุดเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันว่าทีมชาติอังกฤษเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและอะไรที่เป็นแรงผลักให้เขาได้ก้าวเข้ามาสู่ทีมชาติอังกฤษที่กำลังจะเข้าชิงชนะเลิศในวันที่ 12 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้

ก่อตั้งทีมชาติอังกฤษ

ฟุตบอลยูโร2020

ทีมชาติอังกฤษเป็นทีมชาติที่มีฟุตบอลเก่าแก่มากที่สุด ชาติหนึ่งเลยก็ว่าได้เพราะทีมชาติอังกฤษเกิดขึ้นมาพร้อมๆกับสมาคมฟุตบอลหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เอฟเอคัพและเป็นทีมชาติที่ก่อตั้งขึ้นพร้อมๆกับทีมชาติสก็อตแลนด์ ซึ่งก็ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1870 นั่นเองและต่อมาการแข่งขันเริ่มขึ้นกับทีมชาติสก็อตแลนด์เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1872 ซ฿งถือว่าเป็นการจัดแข่งขันนัดแรกๆของสองชาตินั่นเอง โดยที่แรกเริ่มเดิมทีอังกฤษไม่มีสนามเหย้าเป็นของตนเอง เพราะอังกฤษเข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ทำให้การแข่งขันของทีมชาติอังกฤษในเมื่อก่อนจะไม่มีสนามเหย้านั่นเอง ต่อมาในปี 1923 ก็ได้สนามกีฬาเวมบลีย์ เป็นสนามเหย้าของอังกฤษตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบันนั่นเอง แต่แล้วทีมชาติอังกฤษเคยมีปัญหากกับฟีฟ่าหรือสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติและถอนตัวไปใน 5 ปีถัดจากนั้น แต่ก็ยังคงกลับมาร่วมงานกับฟีฟ่าอีกครั้งจนได้ในปี 1946 ซึ่งทำให้ทีมชาติอังกฤษไม่ได้แข่งฟุตบอลโลกในปี 1946 และถึงแม้ว่าอังกฤษจะเคยได้แชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้วในปี 1966 ที่อังกฤษเองเป็นเจ้าภาพ แต่กับศึกการแข่งขันชิงแชมป์ฟุตบอลยุโรปยังไม่เคยได้แชมป์แต่ทำผลงานที่ดีที่สุดได้เพียงแค่อันดับที่ 3 ของการแข่งขันเท่านั้นในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปี 1968

และในปีนี้ก็จะเป็นศึกที่ใหญ่และดุเดือดมากเพราะว่า ทีมชาติอังกฤษ จะชิงชนะเลิศกับ ทีมชาติอิตาลีซึ่งถือว่าเป็นทีมที่สูสีมากๆในปีนี้และใครจะเป็นแชมป์ในศึกการแข่งขันในครั้งนี้ได้รับชมพร้อมกันในวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 พร้อมกันทั่วโลก แฟนบอลทั้งสองทีมจับตาดูกันวินาทีต่อวินาทีได้เลย

สุดยอดการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 รองชนะเลิศ

ทีมชาติอังกฤษ

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 ได้เข้ามาถึงรอบรองชนะเลิศเมื่อคืนที่ผ่านมาที่สนามเวมบลีย์ สเตเดี้ยม กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ ซึ่งทีมชาติอังกฤษพบกับทีมชาติเดนมาร์ก ซึ่งทั้งสองทีมถือว่าโชว์ผลงานได้ดีเยี่ยมอีกทีมหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะ ทีมชาติอังกฤษ ก็เป็นทีมชาติที่แข็งแกร่งในรูปแบบของสิงโตคำราม ที่เอาชนะทุกเกมการแข่งขันตั้งแต่รอบคัดเลือกจนถึงรอบชิงชนะเลิศนั่นเอง และในส่วนของ ทีมชาติเดนมาร์ก ที่เรารู้จักกันในฉายา ทีมโคนมที่ถือว่าเป็นการสู้ศึกในศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 ที่เหมือนโชคช่วยในรอบคัดเลือกที่เฉือนเอาชนะทีมคู่แข่งและได้เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้อย่างสวยงามและยังเป็นทีมที่เอาชนะคู่แข่งในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย จนเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้อย่างหน้าอัศจรรย์ เพราะใครจะรู้ว่าการแข่งขันในครั้งนี้ ทีมเล็กๆอย่างเดนมาร์กจะเป็นทีมที่สามารถเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้ขนาดนี้

การแข่งขันในรอบรองชนะเลิศ

ทีมชาติเดนมาร์ก

เปิดฉากแรกเข้ามาไม่ถึง 30 นาที ทีมชาติเดนมาร์กก็บุกเข้าประตูทีมชาติอังกฤษได้ประตูนำไปก่อน 1 ประตูต่อ 0 จากจังหวะฟรีคิกที่อยู่ในระยะไกล แต่แล้ว มิคเคล ดัมส์การ์ด วิ่งเข้ามาเตะด้วยขาขวาบอลพุ่งมุดเสียบคานไปอย่างสวยงาม จากนั้นในนาที่ที่ 38 อังกฤษได้ลุ้นจากเขตโทษของ ราฮีม สเตอร์ลิง แต่ แคสเปอร์ ชไมเคิล เซฟออกไปได้ จนในนาทีที่ 39 อังกฤษไล่ตามทำประตูได้ทันควัน ตีเสมอทีมชาติเดนมาร์กได้ 1 ประตูต่อ 1 จากจังหวะที่แฮรี่จ่ายบอลเข้าจุดเขตโทษฝั่งขวาให้กับ บูกาโย หลุดเข้าไปกองหลังและสกัดบอลเข้าประตูตัวเองไปทำให้ทีมชาติอังกฤษได้ลูกตีเสมอไปอย่างง่ายดายนั่นเอง จบ 45 นาทีและที่ทำประตูเสมอกันไปได้ 1 ประตูต่อ 1 ต่อมาเข้าเกมครึ่งหลัง ในนาทีที่ 52 ทีมชาติเดนมาร์กเกือบได้ลูกที่สองแต่หน้าเสียดายที่ประตูทีมชาติอังกฤษปัดออกไปได้ และในนาทีที่ 55 อังกฤษก็จะทำประตูได้ในประตูที่สองแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะ จอห์น สโตนส์ ขึ้นโหม่งปัดออกไปได้ และในครึ่งหลังทีมชาติอังกฤษและทีมชาติเดนมาร์กก็ไม่สามารถที่จะทำประตูได้แม้ว่าจะเฉือดเฉือนกันไปมาอย่างดุเดือดแต่แล้วก็ยังไม่มีใครทำประตูได้ จบเกม 90 นาที เสมอกันอยู่ 1 ประตูต่อ 1 จนทำให้การแข่งขันต้องบวกเวลาพิเศษเพื่อที่จะเอาทีมที่ชนะเข้าแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศที่มีทีมชาติอิตาลี่รออยู่แล้วนั่นเอง

ฟุตบอลยูโร 2020

ในช่วงต่อเวลาพิเศษก็ถือว่าดุเดือดและสูสีอยู่มาก และในนาทีที่ 94 ที่อังกฤษบุกจนเกือบได้ประตูที่ 2 แต่ก็เจอประตูของทีมชาติเดนมาร์กที่ยังเหนียวและเชฟลูกไว้ได้ในที่สุด นาทีที่ 104 อังกฤษได้จุดโทษจากจังหวะทำฟาวล์ในเขตโทษและเป็น แฮร์รี่ ที่รับหน้าที่เตะจุดโทษแต่ยังไปติดเซฟประตูของเดนมาร์ก แต่ก็เป็นจังหวะตามซ้ำพุ่งเข้าตาข่ายอย่างสวยงาม ทำให้ทีมชาติอังกฤษขึ้นนำไป 2 ประตูต่อ 1 และเวลาที่เหลือทำให้ทั้งสองทีมทำอะไรไม่ได้ จนหมดเวลาการแข่งขันทีมชาติอังกฤษเอาชนะทีมชาติเดนมาร์กไป 2 ประตูต่อ 1 ถือว่าเป็นการแข่งขันรอบรองชนะเลิศที่ดุเดือนที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 เลยก็ว่าได้ และ ทีมชาติอังกฤษยังเข้าไปพบกับทีมชาติอิตาลี ที่จะมีการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเกิดขึ้นในวันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม 64 นี้ เวลา 02.00 เวลาประเทศไทย แฟนบอลทีมชาติอังกฤษและแฟนบอลทีมชาติอิตาลีห้ามพลาด

สุดมันส์กับโคเอเชียและสเปน 16 ทีมสุดท้าย

EURO2020
ทีมชาติสเปน

การแข่งขันฟุตบอลแห่งชาติยุโรป ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ผ่านมาถือว่าเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดมากที่สุดในปี 2020 ทีมชาติที่ตกรอบและทีมชาติที่เข้ารอบก็ถือว่าเป็นทีมชาติที่เก่งกาจมากที่สุดและยังมีอีกหนึ่งคู่การแข่งขันที่ดูแล้วดุเดือดมาๆใน การแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้ายโดยทีมชาติสเปน พบกับ ทีมชาติโคเอเชีย ที่หน้าจะเป็นการแข่งขันในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่มีการยิงประตูมากที่สุดในการแข่งขันฟุตบอล ทัวร์นาเม้นต์นี้ ซึ่งการต่อรองราคา กูรูทั้งหลายยกให้สเปนเป็นต่อแน่นอน ซึ่งเริ่มต้นการแข่งขัน เป็นไปตามที่คาดไว้ เพราะรูปเกมส่วนใหญ่ทีมชาติสเปนเป็นฝ่ายได้เปรียบและเป็นฝ่ายบุกเข้าไปในโซนสีแดงของทีมชาติโคเอเชียมากที่สุด และนักเตะทีมชาติโคเอเชียก็ยังคงต้านรับอย่างเหนียวแน่นและแข็งแกร่งมากที่สุด เพราะถ้าทีมชาติสเปนพลาดก็สามารถสวนกลับได้อย่างทันควัน แต่ด้วยเวลาเดินผ่านไปเรื่อยๆทำให้มาถึงนาทีที่ 20 ทีมชาติสเปนส่งบอลคือประตูแต่ดันหลุดไม่ได้สกัดทำให้บอลเข้าประตูตัวเองทำให้ โคเอเชียนำสเปนไป 1 ประตูต่อ 0 จากการเข้าประตูตัวเองของทีมชาติสเปน และเป็นการเรียกขวัญกำลังใจให้กับนักเตะโดยการเรียกคืนสติกลับมา แต่แล้วก็สามารถทำประตูเสมอได้ 1 ประตูต่อ 1 และจบครึ่งแรกด้วยการเสมอ 1 ประตูต่อ 1

ทีมชาติโคเอเชีย

เริ่มการแข่งขันในครึ่งหลัง ทีมชาติสเปน เปิดฉากดุเดือดและทำประตูขึ้นนำไปได้ 2 ประตูต่อ 1 ในนาทีที่ 57 และการแข่งขันเริ่มดุเดือดขึ้น โดยที่นักเตะทีมชาติโคเอเชียเล่นกระทบบรรดานักเตะทีมชาติสเปนอยุ่หลายจังหวะมากๆ จนกรรมการตักเตือนหลายครั้งแต่ยังไม่ถือใบเหลือให้ และในนาทีที่77 ทีมชาติสเปนขึ้นนำอีก 1 ประตู เป็น 3 ประตูต่อ 1 และนักเตะ ทีมชาติโคเอเชีย เมือเขาฮึกเหิมอีกครั้งก็ไม่หวั่นเพราะยังไม่หมดเวลาการแข่งขันในนัดนี้ และถึงเวลาที่เขาจะสวนการแข่งขันทำประตูได้อีกครั้ง ในนาทีที่ 85 ทำให้นักเตะโคเอเชียมีความมั่นในมากขึ้นและยังสามารถตีเสมอขึ้นได้เป็น 3 ประตูต่อ 3 ได้สำเร็จในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จนผู้ตัดสินต้องทดเวลาต่อไปอีกถึง 6 นาทีเพราะเป็นการเสมอกันและไปตัดสินใหม่ในช่วงทดเวลาพิเศษอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการต่อเวลาพิเศษในครั้งนี้ถือว่า เกินเวลา 90 นาที บวก 6 นาทีทดเวลา เชื่อว่าเป็นความเหนื่อยล้าของนักเตะหลายๆคนที่ทำการแข่งขันเต็มเวลาแต่ก็ต้องสู้เพื่อให้ทีมตนเองได้เข้ารอบ 8 ทีมสุด ท้ายในรอบนี้ให้ได้นั่นเอง

EURO2020

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เพราะ ทีมชาติสเปน ใช้เวลาเพียง 2 นาทีก็สามารถขึ้นนำ ทีมชาติโคเอเชียได้อย่างดุเดือด 4 ประตูต่อ 3 และเหตุการณ์เริ่มชุนลมุนขึ้นนักเตะโคเอเชียเริ่มที่จะหมดแรงและลุกลนในการเข้าทำประตูทำให้อาจจะตั้งตัวไม่ติด สมาธิรุกรน และทำให้นักเตะทีมชาติสเปนทำประตูเพิ่มขึ้นไปอีก 5 ประตูต่อ 3 ซึ่งเป็นการปิดจ็อบการแข่งขันในรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปอย่างหน้าภูมิในทำให้ทีมชาติสเปนได้เข้ารอบเข้าไปถึง 8 ทีมสุดท้ายได้อย่างภาคภูมิใจสำหรับแฟนบอลและนักเตะทุกๆท่านนั่นเองและถึงแม้ทีมชาติโคเอเชียจะไม่ได้เข้ารอบไปต่อใน 8 ทีมสุดท้ายแต่ก็ถือว่าทีมชาติโคเอเชีย ก็ได้ทำหน้าที่ที่ดีที่สุด ในการส่งนักเตะเข้าแข่งขันผ่านมาถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ถือว่ายอดเยี่ยมมากเช่นกัน อย่างน้อยก็ผ่านรอบคัดเลือกมาได้อย่างสวยงามนั่นเอง

คริสเตียโน โรนัลโด้ กับรางวัลที่เขาได้รับทั้งชีวิต

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ถ้าจะให้พูดถึง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แฟนบอลทุกๆท่านคงรู้จักชื่อเสียงที่เขานั้นสร้างขึ้นมา ตั้งแต่วันเด็กจนถึงปัจจุบัน ตำนานนักเตะที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งที่โด่งดังในสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ที่ได้สวมเสื้อเบอร์ 7 ที่ถือว่าเป็นหมายเลขในตำนานที่มีอดีต นักเตะในตำนานเท่านั้นที่จะได้สวมเสื้อหมายเลขนี้  จนกระทั่ง โรนัลโด้ ก็ยังคงโดนดูถูกว่าจะไม่สามารถที่จะสืบสานภาระเสื้อหมายเลข 7 ที่เป็นตำนานของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ แต่โรนัลโด้ก็ไม่สนใจคำวิพาร์กวิจารณ์เหล่านั้นเพราะ เขาบอกว่าเขาจะทำให้ทุกคนและแฟนบอลของผีแดงได้เห็นว่าในเวลาที่เขาลงสนามนั้น เขาจะสามารถทำประตูในกับปีศาจแดงได้ครองแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้หลายๆสมัยและเขาก็ทำได้อย่างที่ปากพูดจริงๆ เมื่อได้เป็นแชมป์เขายังเป็นดาวซัลโวหลายสมัยอีกด้วย และเมื่อชื่อเสียโด่งดัง และเป็นที่รู้จักในวงการฟุตบอล โรนัลโด้ ได้ถูกขายตัวให้กับทีมราชันชุดขาว เรอัล มาดริด ที่เป็นทีมยักใหญ่ในลีกลาลีกาของประเทศสเปนในค่าตัวที่สูงหลายล้านปอนด์ ซึ่งปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ก็ยินยิมที่จะขายให้กับ เรอัลมาดริด ตามสัญญาข้อตกลงนั่นเอง ซึ่งการย้ายเข้ามาเล่นในลีกลาลีกาก็กลับถูกแฟนบอลดูถูกในเรื่องของ การเปรียบเทียบกับยอดนักเตะอีกท่านหนึ่งของลีกลาลีกา นั่นก็คือ การเปรียบเทียบกับ ลีโอเนล เมสซี่ คู่ปรับคนสำคัญและทีมสำคัญของ เรอัล มาดริด ทำให้โรนัลโด้มีความฝันที่อยากจะเป็นนักเตอะที่เก่งทีสุดในโลก เขาจึงเป็นคนที่พัฒนาตนเองตลอดเวลานั่นเอง และเขาก็สามารถทำให้ เรอัลมาดริด ประสบความสำเร็จ ได้คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก 3 สมัย ติดต่อกัน และยังคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมจนเป็นที่ยอมรับของแฟนบอลทั่วโลกว่า เขาเป็นคนที่ลบคำสบประมาทของแฟนบอลที่ดูถูกเขาได้อย่าแน่วแน่ที่สุด

รางวัลที่โรนัลโด้ได้สร้างขึ้นกับปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

คริสเตียโน โรนัลโด้
  1. ในปี 2006-2009 คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอังกฤษ 3 สมัย
  2. ในปี 2003-2004 คว้าแชมป์เอฟเอคัพ
  3. ในปี 2005-20066 และ 2008-2009 คว้าแชมป์ลีกคัพ 2 สมัย
  4. ในปี 2007 คว้าแชมป์คอมมิวนิตี้ชิลด์
  5. ในปี 2007-2008 คว้าแชมป์ยูฟ่า ซุปเปอร์คัพ
  6. ในปี 2008 คว้าแชมป์สโมสรโลก

รางวัลที่สร้างขึนในสโมสรเรอัลมาดริด

เรอัล มาดริด
  1. ในปี 2011-2012 คว้าแชมป์ลาลีกาลีก
  2. ในปี 2010-2011 และ 2013-2014 คว้าแชมป์โกปา เดล เรย์ 2สมัย
  3. ในปี 2013-2014 คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก
  4. ในปี 2014 คว้าแชมป์ยูฟ่า ซุปเปอร์คัพ และแชมป์สโมสรโลก

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นรางวัลที่โรนัลโด้ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตนเองและสโมสรของเขา ในตอนที่เขาอยู่ในทีมทั้ง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเรอัลมาดริด ซึ่งปัจจุบันเขาได้เล่นอยู่ทีมสโมสรยูเวนตุส แต่ด้วยอายุและสมรรถภาพที่มากขึ้นอาจจะช่วยทีมไม่ได้เหมือนแต่ก่อน แต่ก็สามารถสร้างผลงานให้กับทีมยูเวนตุสได้อย่างสมศํกศรีเช่นกัน และในตัวเล่นของทีมชาติโปรตุเกส ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เข้ารอบลึกๆในศ฿กชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในปีนี้ แต่เขาก็ทำหน้าที่ที่ดีที่สุดและรับบทบาทกัปตันทีมชาติโปรตุเกสได้ดีที่สุดแล้วนั่นเอง